เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน

300 | อ่าน : 7 นาที
16 กันยายน 2562

04172019_book_171437-1020x680.jpgPhoto : Dean Rutz / The Seattle Time

 

          นักปราชญ์บางท่านเคยกล่าวไว้ว่า ข้อดีของอนาคตคือมันยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราได้อธิบายละเอียด ณ ที่นี้ไม่ได้เป็นสถานการณ์เพียงแบบเดียวที่อาจเกิดขึ้นกับหนังสือและห้องสมุดในอนาคต หนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มอาจจะไม่ได้หายไปหรือจะไม่หายไปในเร็วๆ นี้ก็ได้

          ขณะนี้มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า ยอดขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเพิ่มเป็นสองเท่าทุกปีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มลดลงอย่างมาก เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) เว็บไซต์พับลิชเชอร์ ลันช์ พีซ ไมเคิล คาร์เดอร์ (Publishers Lunch piece, Michael Carder) รายงานข้อมูลของสมาคมสำนักพิมพ์อเมริกัน (Association of American Publishers-AAP) แสดงให้เห็นว่า เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เป็นเดือนสุดท้ายที่ยอดขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านั้น

          ในรายงานล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) พบว่ายอดขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นเพียง 37% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) คาร์เดอร์หยิบยกคำพูดของสำนักพิมพ์บางแห่งที่อ้างจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยสำนักพิมพ์ไซม่อน แอนด์ ชูสเตอร์ (Simon & Schuster) และสำนักพิมพ์เพนกวิน (Penguin) ยืนยันว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มียอดขายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 30% นิดๆ ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเจริญเติบโตที่มากกว่าปีก่อนๆ นอกจากนี้ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตลาดการตีพิมพ์ที่มีการซื้อขายกันยังคงมีเปอร์เซ็นต์เท่ากับในช่วงปีที่แล้ว คือ ประมาณ 20%[1]

          สมาคมซื้อขายหนังสือ (Book Industry Study Group) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลอัตราการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลง พร้อมทั้งเสนองานวิจัยอีกฉบับ ซึ่งพบว่าผู้ที่ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีเริ่มซื้อหนังสือที่เป็นรูปเล่มมากขึ้น และซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ลดลงหลังจากเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลา 12 เดือน[2]

          ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงนัก กล่าวคือผู้อ่านที่มีอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพียงหนึ่งปี ซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 69% ของจำนวนหนังสือทั้งหมดที่พวกเขาซื้อ และซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเพียง 24% แต่ผู้อ่านที่มีอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลาสองปีขึ้นไป ซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ลดลงเหลือ 62% ของจำนวนหนังสือที่ซื้อทั้งหมด ขณะที่ซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเพิ่มขึ้นเป็น 30% ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้อ่านใช้อุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ระยะหนึ่ง ความนิยมใช้อุปกรณ์ดังกล่าวกลับลดลง

          หลักฐานที่น่าเชื่อที่สุดน่าจะมาจากเจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) แห่งบริษัทแอมะซอนที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “เราพบว่าเมื่อผู้คนซื้อเครื่องคินเดิล ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาจะอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าเดิมสี่เท่า แต่พวกเขาจะยังคงซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์ในรูปแบบกระดาษ เจ้าของเครื่องคินเดิลเหล่านี้ยังคงซื้อหนังสือทั้งที่เป็นรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์”[3]

          อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ที่เขียนประกาศไว้อาลัยการอวสานของหนังสือกระดาษ อาจออกตัวเร็วเกินไปสักหน่อย ผู้อ่านซึ่งคลุกคลีกับห้องสมุดและสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์อาจจะกำลังทำงานในตลาดลูกผสม (Hybrid marketplace) โดยผสมผสานหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาก่อนหน้านี้และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน

          แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายอย่างไรแก่ห้องสมุดต่างๆ และบรรณารักษ์ เราเพียงแค่ให้บริการห้องสมุดต่อไปตามปกติใช่หรือไม่ คำตอบคืออาจจะไม่ให้บริการเหมือนเดิมทั้งหมด เห็นชัดว่าสภาพแวดล้อมแบบลูกผสมซึ่งหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มยังคงมีบทบาทสำคัญ และมีข้อดีที่เด่นชัดบางประการแก่ห้องสมุด

          ประการแรก เรายังคงรักษาอาคารห้องสมุดเอาไว้ใช้จัดเก็บและแสดงหนังสือของเราได้ การจัดกิจกรรมทั้งหมดและบทบาทหน้าที่ของพนักงานทุกคนจะยังคงมีต่อไป เด็กๆ จะยังมาห้อมล้อมบรรณารักษ์ที่คอยดูแลผู้ใช้บริการเด็กเมื่อถึงเวลาเล่านิทาน ผู้คนจะมาพบกันในห้องประชุมกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือต่างๆ หรืออภิปรายประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในขณะนั้น

          ประการที่สอง สภาพแวดล้อมแบบลูกผสมที่มีทั้งหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่สำคัญให้แก่ห้องสมุด เราทราบแน่แล้วว่ายอดขายหนังสือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีผลเสียต่อร้านหนังสือแบบเดิมที่มีหน้าร้าน ในสหรัฐอเมริการ้านหนังสืออิสระมากกว่า 1,000 ร้านปิดตัวลงระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2543-2550 (ค.ศ. 2000-2007) และนี่ยังไม่รวมร้านหนังสืออย่างบอร์เดอร์ส (Borders) ที่มีสาขาสาขากว่า 600 แห่ง นอกจากนี้ยังมีร้านหนังสือที่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านหนังสือเดวิส-คิดด์ (Davis-Kidd) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแนชวิลล์และเมืองเมมฟิส ในรัฐเทนเนสซี และร้านหนังสือโคดีส์ (Cody’s) ที่เมืองเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนร้านหนังสือหลายร้านที่ยังดำเนินกิจการอยู่ เช่นร้านหนังสือบาร์นสแอนด์โนเบิล (Barnes & Noble) ได้ลดพื้นที่วางหนังสือลงและเพิ่มพื้นที่ให้เกมส์ ของเล่น ไพ่ และสินค้าเสริมอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือ

          ร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นร้านที่มีสาขาหรือร้านอิสระ ต่างดำเนินธุรกิจโดยมีกำไรเพียงน้อยนิด การที่ร้านค้าเหล่านี้ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์แม้เพียงเล็กน้อย เป็นค่าขนส่งหนังสือให้แก่บริษัทแอมะซอน กูเกิล หรือร้านค้าปลีกออนไลน์อื่นๆ ก็อาจทำให้ธุรกิจของพวกเขาเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือเลิกกิจการได้

          เมื่อเร็วๆ นี้งานวิจัยของกลุ่มโคเด็กซ์ (Codex) ระบุว่า การเดินหาหนังสือในร้านหนังสือเป็นวิธีที่คนทั่วไปนิยมใช้กันมากกว่าวิธีอื่นๆ (คิดเป็น 28%) เมื่อเปรียบเทียบกับการค้นหาหนังสือขายดีทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งคิดเป็น 6% และการค้นหาหนังสือโดยใช้สื่อดิจิทัลที่คนเชื่อว่ามีสมรรถนะสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ (ได้แก่ เครื่องมือในการสืบค้น (search engine) เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social networks) ทวิตเตอร์ และตัวอย่างหนังสือที่ทำเป็นคลิปภาพยนตร์สั้นๆ มีจำนวนน้อยเพียง 1.9%[4]

          กลุ่มโคเด็กซ์ยังรายงานอีกว่า ผู้คนมากมายที่ค้นเจอหนังสือที่ต้องการในร้าน จะซื้อหนังสือนั้นทางออนไลน์ในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้ผู้ค้าปลีกทางออนไลน์คิดว่าร้านหนังสือใกล้บ้านไม่ต่างอะไรกับห้องแสดงสินค้าแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรีโชว์รูม) มากนัก และยอดขายประเภทนี้อาจทำให้ร้านหนังสือเลิกกิจการไปอย่างรวดเร็ว มันช่างกลับตาลปัตรที่ร้านหนังสือกำลังจะหายไป ในขณะที่ผู้คนกำลังเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของมันที่ช่วยให้พวกเขาพบหนังสือที่กำลังค้นหาอยู่

          แน่นอนว่าผู้คนสามารถเห็นหนังสือวางบนชั้นในห้องสมุดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  แต่ห้องสมุดไม่เหมือนกับร้านหนังสือ เราได้รับเงินภาษีหรืองบประมาณจากรัฐบาลที่ค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นเราจึงไม่ต้องปิดตัวลงเพราะผู้ใช้บริการตัดสินใจซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และอ่านหนังสือดังกล่าวบนเครื่องคินเดิล แต่หากร้านหนังสือไม่มีหน้าร้านอีกต่อไปและถึงจุดอวสาน ห้องสมุดสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายและให้ยืมหนังสือ โดยอาจร่วมมือกับเจ้าของร้านหนังสือที่ “เกษียณ” แล้วและกำลังมองหาอะไรทำ ในที่สุดพวกเราอาจจะได้ดำเนินธุรกิจร้านหนังสือใช้แล้วและทำยอดขายได้อย่างประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องเพิ่มหนังสือใหม่ๆ รวมทั้งหาวิธีส่งเสริมการขายและจัดการยอดขายหนังสือให้มีประสิทธิภาพในอาคารห้องสมุด

          งานวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับห้องสมุดประชาชน (Public Library Inquiry) ในปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นใหญ่ที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีความสำคัญในการต่อยอดความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของห้องสมุดประชาชนในสหรัฐอเมริกา ดำเนินการวิจัยโดยนักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่ได้รับมอบหมายและได้รับเงินทุนจากสมาคมห้องสมุดอเมริกัน ได้ระบุข้อเสนอแนะไว้ดังนี้…

          ในเมืองและหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีร้านหนังสือ ห้องสมุดประชาชนอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์หนังสือชุมชนทั่วไปหรือร่วมกับตัวแทนจำหน่ายหนังสือเพื่อหาสถานที่จัดตั้งศูนย์หนังสือทั่วไป ในศูนย์ฯ ดังกล่าว ผู้คนสามารถซื้อหนังสือใหม่หรือหนังสือมือสองได้จากสต็อกหนังสือที่เก็บไว้ในศูนย์ ซื้อ เช่า หรือยืมได้ฟรีในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า ปริมาณความต้องการหนังสือแต่ละเรื่อง ลักษณะและคุณภาพของหนังสือ

          การดำเนินการเช่นนี้จะส่งผลต่อการขยายขอบเขตหน้าที่ของห้องสมุดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักในการสร้างห้องสมุด นั่นก็คือเพื่อให้ผู้คนได้มีหนังสืออ่าน ข้อเสนอดังกล่าวอาจช่วยให้ผู้คนในชุมชนเล็กๆ มีหนทางเพิ่มขึ้นในการเข้าถึงหนังสือจำนวนมากกว่าแต่ก่อนได้ และได้รับบริการให้เข้าถึงหนังสือโดยมีผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องหนังสือคอยให้คำแนะนำ[5]

 

วิธีการทั่วไปที่ทำให้ผู้คนค้นหาหนังสือพบ[6]

          ในอนาคตห้องสมุดอาจเป็นเหมือนชุมชนเล็กๆ ที่มีหนังสือจำหน่าย เราควรใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการรับบทบาทเป็น “ห้องแสดงสินค้า” ที่มีเจ้าของร้านหนังสือทำงานให้ หากผู้คนพบหนังสือที่พวกเขาชอบบนชั้นวางของเรา เราก็น่าจะสามารถอำนวยความสะดวกให้พวกเขาพบหนังสือเรื่องนั้นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายๆ เช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาสามารถยืมหนังสือจากเราได้ แต่หากพวกเขาต้องการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นั้นไว้ ก็สามารถสแกนบาร์โค้ดเพื่อเรียกดูไฟล์ซึ่งพร้อมจะสั่งพิมพ์ได้ หากสื่อดังกล่าวเปิดให้สาธารณะใช้ฟรี (หรือใช้ฟรีด้วยเหตุผลอื่น) พวกเขาก็สามารถดาวน์โหลดสื่อนั้นได้ทันที หากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องนั้นมีค่าบริการ ผู้ใช้บริการก็เพียงแค่สแกนบาร์โค้ด สั่งซื้อ และชำระเงินโดยไม่ต้องนำหนังสือออกจากชั้นในห้องสมุด บางทีห้องสมุดอาจไม่ได้ผลประโชน์จากยอดขาย แต่ก็นับว่าธุรกรรมเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของภารกิจของเราในการนำหนังสือมาให้ถึงมือผู้ใช้บริการ

          ดังนั้น ตลาดลูกผสมระหว่างหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ผลักดันให้ห้องสมุดรับบทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ถ้าเราทำได้ ห้องสมุดทุกแห่งน่าจะมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์หนังสือ ในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาและเลือกหาหนังสือที่คัดสรรไว้อย่างพิถีพิถัน ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือและผู้แต่งหนังสือที่พวกเขาอาจไม่รู้ว่ามีอยู่หรือไม่ และเจาะลึกสาขาวิชาที่พวกเขาต้องการรู้เพิ่มเติม เมื่อพวกเขาพบสิ่งที่ต้องการ ก็มีทางเลือกหลากหลายที่จะรับบริการ ได้แก่ การยืมหนังสือ การซื้อหนังสือที่พิมพ์เป็นรูปเล่ม หรือการดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปยังอุปกรณ์ที่ใช้อ่าน

          ห้องสมุดมีองค์ประกอบหลายอย่างที่พร้อมรับบทบาทหน้าที่นั้น เรามีอาคารมากกว่า 20,000 อาคารที่ออกแบบมาเพื่อแสดงหนังสือ ชุมชนและสถาบันอุดมศึกษาเกือบทุกแห่งต้องการห้องสมุดอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เรามีหนังสือมากมายอยู่แล้ว ซึ่งหากระบุจำนวนก็คงมากกว่าสองพันล้านเล่ม และไม่ใช่เป็นหนังสือทั่วไป แต่เป็นหนังสือที่บรรณารักษ์ได้คัดสรรและเก็บรักษาไว้

          องค์ประกอบสุดท้ายคือ เรามีผู้คนมากกว่า 1.6 พันล้านคนที่เข้ามาใช้บริการห้องสมุดในแต่ละปี ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ย่อมหวังว่าจะหาหนังสือสักเล่มหนึ่ง แน่นอนเราเป็นที่รักของหลายๆ คน และชุมชนก็สนับสนุนเรา สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนสินทรัพย์ที่มิอาจประเมินมูลค่าได้ หากเทียบกับบรรดาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อาจก่อร่างสร้างตัวด้วยต้นทุนที่น้อยกว่าเราเสียด้วยซ้ำ

          อย่างไรก็ตามเรายังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเอาชนะ ความท้าทายประการแรกคือเราจะต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบกระจายข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย ขอย้อนกลับไปเรื่องงบประมาณหนังสือจำนวน 12 เซนต์ของห้องสมุดประชาชน และจำนวน 34 เซนต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา บรรณารักษ์ทุกคนต้องตรวจสอบงบประมาณของตนเองอย่างถี่ถ้วนและหาวิธีลดต้นทุนในการดำเนินงาน

          ตัวอย่างแนวคิดการประหยัดต้นทุน เช่น การให้บริการอ้างอิงแบบเสมือนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างให้บรรณารักษ์ที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ได้ 1-2 คน ในทำนองเดียวกันอาจมีระบบพัฒนาทรัพยากรบางอย่างจากส่วนกลาง ที่ห้องสมุดต่างๆ สามารถใช้ร่วมกันได้ ในขณะที่ห้องสมุดแต่ละแห่งยังสามารถควบคุมทรัพยากรของตนเองได้

          ความสามารถในการคัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับชุมชน การสร้างความแปลกใหม่และคุณสมบัติเฉพาะแก่ทรัพยากรของเรา เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญยิ่ง ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากร้านขายหนังสือวอลมาร์ทในละแวกนั้นหรือร้านหนังสือแบบมีสาขา อย่างไรก็ตามห้องสมุดต่างๆ มักซื้อสื่อซ้ำกันเป็นจำนวนมากและการตัดสินใจเลือกซื้อสื่อเหล่านี้อาจจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นหากได้รับความช่วยเหลือจากส่วนกลาง

          เราต้องใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ให้เต็มที่ เพราะเหตุใดเราจึงยังคงจ่ายเงินซื้อระบบบันทึกรายการทรัพยากรต่างๆ ให้เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ (MARC records) ที่เล็กและไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และซื้อภาพปกหนังสือจากผู้จำหน่ายทรัพยากรให้แก่ห้องสมุด ในขณะที่สำนักพิมพ์ต่างๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลที่หลากหลายและอิสระกับแอมะซอนและผู้ค้าปลีกรายอื่นๆ เพราะเหตุใดเราจึงยอมจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ขายหนังสือรายอื่นโดยเฉลี่ยเล่มละ 3-5 ดอลลาร์ ส่วนร้านหนังสือสามารถวางหนังสือเรื่องเดียวกันไว้บนชั้นในร้านโดยจ่ายเพียงไม่กี่เพนนี และเพราะเหตุใดเราจึงยอมจ่ายค่าบริการยืมระหว่างห้องสมุดระหว่าง 30-100 ดอลลาร์ขึ้นไปต่อครั้ง เมื่อหนังสือหลายเรื่องที่ร้องขอมีบนเว็บไซต์ในราคาไม่กี่เหรียญและสามารถส่งให้ลูกค้าได้โดยตรง

          ถึงแม้ว่าเรามิได้เลือกที่จะเป็นร้านหนังสือที่เน้นยอดขาย อย่างน้อยเราควรจะได้ค่าแนะนำส่งต่อลูกค้าตามมาตรฐานจากแอมะซอน เนื่องจากเราได้แนะนำผู้ใช้บริการให้ซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ นี่เป็นเพียงความคิดบางอย่างที่นำไปใช้เริ่มต้นได้ ประเด็นคือหากเราต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ที่ตลาดมอบให้เรา เราต้องตรวจสอบองค์ประกอบทุกอย่างของต้นทุนการดำเนินงานห้องสมุดอย่างละเอียดถี่ถ้วน

          ความท้าทายประการสุดท้าย ซึ่งอาจสำคัญที่สุด หากห้องสมุดกำลังจะให้ความสำคัญกับหนังสือเป็นอันดับแรก พวกเราต้องทุ่มเทเวลา ความใส่ใจ และทรัพยากรไปที่วัตถุประสงค์หลักนั้นอย่างจริงจังและพยายามเลิกให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ แทบจะทุกเรื่อง เนื่องจากห้องสมุดพยายามสานสัมพันธ์และอยากเป็นที่รักใคร่ของทุกคน ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ห้องสมุดจึงได้ดำเนินโครงการทุกประเภทที่แปลกประหลาดและไม่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยกับหนังสือและการอ่าน

          เท่าที่พอจะนึกได้ ความพยายามในลักษณะดังกล่าวมีมากมาย ได้แก่ การสร้างเมกเกอร์สเปซและแฮกเกอร์สเปซ การแข่งขันวิดีโอเกม การจัดที่พักอาศัยให้คนไร้บ้านในช่วงเวลากลางวัน การเป็นตัวแทนพัฒนาสังคม ศูนย์จ้างงาน ฯลฯ ซึ่งดูเหมือนจะพยายามพิสูจน์ว่าสถาบันห้องสมุดสามารถให้บริการมากกว่าเรื่องหนังสือ 

          เราเชื่อว่าเราดีพอหรือยังในการช่วยจัดการ รักษา และให้การเข้าถึงสิ่งตีพิมพ์ทุกชนิด ถึงแม้ว่าเรามีพร้อมทั้งเวลา งบประมาณ และบุคลากร สิ่งที่เราทำนอกเหนือจากวัตถุประสงค์หลักจะทำให้องค์กรเสื่อมเสีย เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของห้องสมุดของเราไม่ชัดเจนและทำให้ผู้ใช้บริการสับสนว่าเรามีวัตถุประสงค์อย่างไร

          ความจริงก็คือการมุ่งวัตถุประสงค์ใดๆ โดยเฉพาะนั้นเป็นเรื่องยาก หากคุณยังคงพยายามจะทำทุกอย่างให้กับทุกคน ดังนั้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่กำลังแข่งขันกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราต้องมุ่งใช้ทรัพยากรอันจำกัดของเรา เพื่อให้เราเป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

          แล้วที่กล่าวมาข้างต้นหมายความว่าเราต้องทำอย่างไร

          อันดับแรก จงเลิกวิ่งไล่แฟชั่นสมัยนิยมเทคโนโลยีที่เข้ามา เช่น เมกเกอร์สเปซ หรือให้บริการโดยเว็บไซต์ฮูปลา (Hoopla) และจงมุ่งให้บริการผู้คนที่มาหาเราเพราะต้องการหนังสือ นั่นหมายความว่าให้ใช้งบประมาณมากขึ้นในการซื้อหนังสือและใส่ใจสื่อที่ผู้ใช้บริการต้องการและมองว่าจำเป็น

ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองก่อนใช้งบประมาณอันจำกัดไปซื้อฐานข้อมูลและทรัพยากรอื่นที่ไม่ใช่หนังสือ ซึ่งมีการใช้งานไม่มากนัก นอกจากนี้ยังรวมทั้งการจัดหาหนังสือที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันให้แก่ผู้อ่าน จงให้เกียรติผู้ที่ขอให้หาหนังสือที่เขาต้องการ หากใครมาหาเราเพื่อค้นหาหนังสือที่พวกเขาไม่รู้จัก พวกเขาต้องเห็นหนังสืออื่นๆ มากไปกว่าหนังสือขายดีที่วางอยู่บนชั้น พวกเขาต้องไว้ใจให้เราเลือกสรรหนังสือเรื่องที่ดีที่สุดจากหนังสือหลายแสนชื่อเรื่องที่หลั่งไหลออกมาจากสำนักพิมพ์ทุกๆ ปี

          ประการที่สอง จงจ้างนักอ่าน กล่าวคือให้สรรหาพนักงานห้องสมุดที่มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือและรักหนังสือ และฝึกฝนพวกเขาในการให้บริการผู้อ่านที่ยอดเยี่ยม อาทิ การแนะนำหนังสือรายชื่อใหม่ๆ ที่ผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคยอย่างเป็นกันเอง การเสาะหาหนังสือที่ห้องสมุดไม่มีให้บริการ และความพร้อมให้คำแนะนำหนังสือใหม่และผู้เขียนมือใหม่ตามความสนใจของผู้อ่าน นักอ่านที่ให้คำแนะนำภายในห้องสมุดควรจะมีความสามารถพอๆ กันหรืออาจจะสูงกว่าพนักงานที่ให้คำแนะนำหนังสือในร้านหนังสือดีๆ

          ประการที่สาม จงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาประสบการณ์ของนักอ่าน เพราะเหตุใดเราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บริการ เช่น ระบบจองคิวแบบเน็ตฟลิกซ์ และอนุญาตให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือหลายร้อยชื่อเรื่องที่พวกเขาอยากจะอ่านและสามารถจัดลำดับความสำคัญของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นใหม่ได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุใดเราจึงไม่สามารถเปลี่ยนรายการทรัพยากรห้องสมุด (Catalog) เป็นแหล่งข้อมูลอันหลากหลายเกี่ยวกับหนังสือและผู้แต่ง แทนที่จะต้องให้ผู้อ่านไปพึ่งเว็บไซต์แอมะซอนหรือเว็บไซต์กู๊ดรีดส์ (GoodReads) เพราะเหตุใดเราจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลหนังสือดิจิทัลขนาดใหญ่และเทคโนโลยีการพิมพ์ตามจำนวนที่ต้องการ (print on demand) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่และมีราคาไม่แพงเพื่อให้ผู้ใช้บริการมีหนังสือที่พิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม โดยรอรับได้      

          นี่เป็นเพียงความคิดบางอย่าง และผู้เขียนมั่นใจว่าเราสามารถคิดต่อได้อีกมากมาย ประเด็นคือการเป็นห้องสมุดและมุ่งเน้นให้บริการเข้าถึงหนังสือและข้อมูลไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งเทคโนโลยีหรือกลับเข้าสู่ยุคมืด แต่หมายความว่าให้มุ่งความสนใจไปที่ความเป็นห้องสมุดและการช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าถึงข้อมูลที่ตีพิมพ์ทั้งที่เป็นรูปเล่มและแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวคุ้มค่าแก่การรอคอย ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ เราต้องคัดสรรเทคโนโลยี พนักงาน หนังสือ กิจกรรม และบริการต่างๆ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวและละความสนใจสิ่งอื่นทั้งหมดที่ไม่ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น 


แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป

          ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ห้องสมุดและบรรณารักษ์ได้เติมเต็มบทบาทหน้าที่อันมั่นคงในโลกแห่งหนังสือและการพิมพ์ เรารวบรวมหนังสือและวารสารตามที่ตีพิมพ์ เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นหาทรัพยากรดังกล่าวทั้งหมดได้ในสถานที่เดียว เราคัดสรรหนังสือเหล่านั้นและเลือกหนังสือที่เราคิดว่ามีคุณค่าและไม่สนใจหนังสือที่ไร้คุณค่า เราจัดระเบียบหนังสือ สร้างรายการทรัพยากรห้องสมุดและให้บริการอ้างอิงเพื่อช่วยให้ผู้คนพบสิ่งที่พวกเขาค้นหา เราเก็บรักษาหนังสือและข้อมูลที่เรารวบรวมไว้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถหาหนังสือเหล่านั้นได้แม้ส่วนใหญ่ไม่ถูกพิมพ์เพิ่มแล้ว

          หนังสือมีราคาแพงเกินไปสำหรับนักเรียนนักศึกษา นักวิชาการ หรือผู้อ่าน ที่จะซื้อหนังสือทุกเล่มที่พวกเขาต้องการ ห้องสมุดทำให้พวกเขาได้อ่านหนังสือ โดยซื้อหนังสือนั้นแล้วแบ่งให้ทุกคนที่ต้องการอ่าน ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ที่สำคัญ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราคงจะไม่ได้เห็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงสังคมในช่วงสหัสวรรษที่ผ่านมา หากห้องสมุดและบรรณารักษ์ไม่คอยช่วยสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว ห้องสมุดและบรรณารักษ์สามารถน้อมรับสิ่งที่ผู้คนชื่นชมนั้นได้ เพราะในช่วงพันปีที่ผ่านมาเราเป็นผู้ที่เติมเต็มบทบาทเหล่านั้น

          ตอนนี้การปฏิวัติดิจิทัลกำลังสั่นสะเทือนทำลายโลกของหนังสือและการพิมพ์ที่มีความมั่นคงมายาวนานอย่างน่าตกใจ ละอองฝุ่นยังไม่ทันหายคลุ้ง เราจึงไม่สามารถแน่ใจได้ว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร เราไม่ทราบว่าผู้คนจะมีความสุขอย่างแท้จริงในการอ่านทุกสิ่งทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ หรือสื่อที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มจะทนแบกรับชะตากรรมบางอย่างได้หรือไม่ อย่างไร และทนได้นานเพียงใด

สิ่งที่เราทราบก็คือหน้าที่พื้นฐานที่ห้องสมุดทำ ได้แก่ การรวบรวมและรักษาเนื้อหา การคัดสรรหนังสือ และการช่วยให้ผู้คนพบสิ่งที่พวกเขาต้องการในหนังสือ หน้าที่ทั้งหมดนี้ยังคงสำคัญยิ่ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะปรากฏในรูปแบบสื่อที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

          ตราบใดที่สื่อตีพิมพ์เป็นรูปเล่มยังคงมีความสำคัญ ห้องสมุดน่าจะยังคงเป็นสถาบันเดียวที่สามารถซื้อ เก็บรวบรวม และบำรุงรักษาหนังสือและสื่อมากมายไว้ให้ผู้คนได้ใช้งาน โลกแบบลูกผสมที่ผู้คนอ่านทั้งหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อาจเปิดโอกาสให้ห้องสมุดได้ขยายบทบาทนอกเหนือหน้าที่เดิม และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสื่อทั้งสองรูปแบบ

          เมื่อร้านหนังสือมีจำนวนลดลง ห้องสมุดอาจกลายเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ผู้คนสามารถมาดูหนังสือที่แสดงบนชั้นวางหนังสือ เมื่อผู้อ่านพบหนังสือบนชั้นวางของเราและต้องการมัน พวกเขาสามารถเลือกว่าจะยืมหนังสือ ดาวน์โหลดหนังสือได้ฟรีหากหนังสือเรื่องนั้นไม่มีลิขสิทธิ์หรือมีให้ยืมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปใส่ไว้ในในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตน

          จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งของสถานการณ์นี้คือ มันช่วยให้เราและผู้ใช้บริการยังคงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอันมีค่าที่เราได้สร้างขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือจำนวนหลายพันล้านเล่ม  อาคารหลายพันแห่ง ผู้คนหลายล้านคนที่เดินเข้ามาที่ห้องสมุดในแต่ละปี และเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างดี

          เมื่อเข้าสู่ระบบดิจิทัล ผู้อื่นเช่นบริษัทกูเกิล แอมะซอน และแอปเปิล เข้ามามีบทบาทเหมือนห้องสมุด โดยสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากกว่าหนังสือที่ห้องสมุดแห่งใดมี ทั้งยังมีการคัดสรรทรัพยากรดิจิทัลผ่านการติชมของลูกค้าและสำนักพิมพ์ จำนวนการกดถูกใจ (การกดไลค์) ระบบการจัดอันดับ และการบอกต่อบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ มันเป็นรายการทรัพยากรที่ซับซ้อน (ซึ่งดีกว่าเครื่องมือใดๆ ที่เรามีในตอนนี้) เครื่องมือในการสืบค้น (search engine) ช่วยให้ผู้คนพบสิ่งต่างๆ ในห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มุ่งหวังผลกำไรเหล่านี้

          การแข่งขันในตลาดผลักดันให้ราคาเฉลี่ยของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต่ำกว่าราคาเบียร์แพ็คละหกกระป๋องเสียอีก และยังสามารถลดราคาลงอีกถ้าจำเป็น การบริการให้ยืมเชิงพาณิชย์ เช่น ห้องสมุดคินเดิล และเน็ตฟลิกซ์ เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การต่อสู้ทางธุรกิจ ในส่วนของการรักษาทรัพยากร มูลค่าในเชิงพาณิชย์ จะรับประกันได้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีวันเลิกตีพิมพ์

          ในตลาดวิชาการ สำนักพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคนิค และสมาคมวิชาชีพต่างๆ ได้รวบรวมและให้บริการงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารจำนวนมาก หากหนังสือที่มีเนื้อหาเฉพาะทางกลายเป็นรูปแบบดิจิทัล ก็คงจะไม่มีขั้นตอนให้บริการใดที่ต้องทำเพิ่ม เราสามารถทำหน้าที่ช่วยค้นหาข้อมูล หนังสือ และทรัพยากรอื่นๆ ราคาของบทความวิชาการน่าจะยังคงสูง ดังนั้นบทบาทดั้งเดิมของห้องสมุดในการให้บริการเพื่อเข้าถึงทรัพยากรจึงยังคงสำคัญ

          ทั้งนี้ ห้องสมุดควรมีงบประมาณมากพอที่จะจ่ายค่าเข้าถึงทรัพยากรนั้น การเลิกห้องสมุดวิชาการแบบเดิมจะลดค่าใช้จ่ายได้ราว 65% ซึ่งใช้เพื่อจ้างพนักงานและดำเนินงานอาคารปฏิบัติการห้องสมุด แล้วนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้สนับสนุนโลกที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลได้เสรี เพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลเชิงวิชาการได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

          บริการที่ครั้งหนึ่งเราเคยผูกขาด กลายเป็นบริการที่มีการแข่งขันในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาต้องละทิ้งหนังสือและเริ่มครุ่นคิดทำสิ่งใหม่ๆ ความคิดเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เราเป็นบรรณารักษ์ เราเลือกแล้ว! ทักษะต่างๆ การฝึกอบรม ความรู้ และประสบการณ์ของเรานั้นมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือและผลงานที่ตีพิมพ์อย่างแยกไม่ออก

          บริการที่เราดำเนินการนั้นยังคงเป็นที่ต้องการในยุคดิจิทัล ไม่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเป็นสภาพแวดล้อมแบบลูกผสม ขณะนี้เรากำลังทำสิ่งที่เราทำมานานกว่าพันปีแล้ว เรามีข้อเสนอมากมาย และเราไม่ควรปล่อยให้การแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ มาขวางทางเรา

          ทว่าเราจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามีในขณะนี้ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการเชื่อมโยงผู้คนกับหนังสือและข้อมูล หากเราพัฒนาความสามารถในการให้บริการ บรรณารักษ์และวิชาชีพบรรณารักษ์จะมีอนาคตที่สดใสและยืนยาว ถ้าไม่เช่นนั้น ผู้อื่นก็พร้อมที่จะรับช่วงบทบาทหน้าที่นี้จากเราทันที



[1] Charting the Slowdown in eBook Growth, Michael Carder, Publishers Lunch, Aug. 9, 2012; http://lunch.publishersmarketplace.com/2012/08/charting-the-slowdown-in-ebook-growth

[2] Len Vlahos, The Changing Face of eBook Reading, presentation at BookExpo America, June 5, 2012; www.slideshare.net/bisg/len-vlahos-the-changing-face-of-ebook-reading

[3] Jeff Bezos interview by the BBC: Kindle Fire HD and Paperwhite Sales Make Amazon No Profit, Oct. 11, 2012; www.bbc.co.uk/news/technology-19907546

[4] Fill the Showroom, Sales Will Follow: The Bookstore as Filter, Chris Morrow, Publishers Weekly, May 9, 2011; http://www.publishersweekly.com/pw/by-topic/columns-and-blogs/soapbox/article/47115-fill-the-showroom-sales-will-follow-the-bookstore-as-filter.html

[5] Robert Leigh, The Public Library in the United States, Columbia University Press, 1950, p. 165

[6] Fill the Showroom, Sales Will Follow: The Bookstore as Filter, Chris Morrow, Publishers Weekly, May 9, 2011; http://www.publishersweekly.com/pw/by-topic/columns-and-blogs/soapbox/article/47115-fill-the-showroom-sales-will-follow-the-bookstore-as-filter.html

 

ที่มาเนื้อหา So Now What?: The Future for Librarians โดย สตีฟ คอฟแมน (Steve Coffman)

 

บทความแนะนำ

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1)  หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน

มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าหนังสือและวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์กำลังใกล้จะถึงจุดจบแล้ว พวกเขาชี้ให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และมีการแปลงวารสารวิชาการส่วนใหญ่ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

409|อ่าน : 7 นาที
นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’
readWORLD

นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’

ตอนที่ 10 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

545
อ่านหนังสือกระดาษลดลงเล็กน้อย อ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์พุ่งทะยาน
readWORLD

อ่านหนังสือกระดาษลดลงเล็กน้อย อ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์พุ่งทะยาน

ตอนที่ 5 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

367
‘ดอน กิโฮเต้’ วรรณกรรมจุดไฟฝัน ให้หันมองชีวิตที่ควรเป็น
readWORLD

‘ดอน กิโฮเต้’ วรรณกรรมจุดไฟฝัน ให้หันมองชีวิตที่ควรเป็น

ดอน กิโฮเต้ (Don Quixote) เป็นนิยายที่แต่งขึ้นมานานกว่า 400 ปี โดยมิเกล เด เซรบานเตส (Miguel de Cervantes) นักเขียนชาวสเปน ภาคแรกพิมพ์เผยแพร่ ค.ศ.1605 ภาคสองพิมพ์ห่างจากภาคแรกสิบปีคือ ค.ศ.1615

542|อ่าน : 13 นาที
GIFU MEDIA COSMOS แหล่งเรียนรู้อันวุ่นวายที่แสนสงบ
readWORLD

GIFU MEDIA COSMOS แหล่งเรียนรู้อันวุ่นวายที่แสนสงบ

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏตัวอย่างอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ

450
ห้องสมุดเด็กในประเทศญี่ปุ่น
readWORLD

ห้องสมุดเด็กในประเทศญี่ปุ่น

จากบุงโกะ สู่ห้องสมุดสมัยใหม่

1389
แค่ติดล้อให้ชั้นวาง ก็ได้พื้นที่ว่างเพื่อเรียนรู้
readWORLD

แค่ติดล้อให้ชั้นวาง ก็ได้พื้นที่ว่างเพื่อเรียนรู้

ปรับโฉมห้องสมุดฮาคูนิลา (Hakunila Library)

350
ห้องสมุดวัยใส ที่นี่สงวนไว้ให้วัยรุ่น #มีไรป่ะ!
readWORLD

ห้องสมุดวัยใส ที่นี่สงวนไว้ให้วัยรุ่น #มีไรป่ะ!

ห้องสมุดที่ให้บริการกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นเท่านั้น

48
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo