เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

'แฟรงก์ โอเวน เกห์รี' ออกแบบให้แหกคอก หลุดจากโลกสถาปัตย์ยุคโมเดิร์น

'แฟรงก์ โอเวน เกห์รี' ออกแบบให้แหกคอก หลุดจากโลกสถาปัตย์ยุคโมเดิร์น

110

          ปลายศตวรรษที่ 20 ย่างเข้าศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้เริ่มก้าวข้ามไปจากขนบการออกแบบเดิมๆ มันจะไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้คนเดินเข้าไปรับความรู้อย่างเชื่องๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่เป็นยุคซึ่งพื้นที่ (space) ถูกออกแบบเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้คนในสังคมอนาคต 

          เมื่อแหล่งเรียนรู้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเลยที่วันนี้คนจำนวนหนึ่งไปที่พิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดเพื่อจัดการแสดงทางวัฒนธรรม งานเทศกาล นัดเจรจาทางธุรกิจ สร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งจัดงานแต่งงาน ในขณะเดียวกันสถานที่เหล่านั้นก็ยังคงรักษาบทบาทในการให้บริการด้านการเรียนรู้และสารสนเทศไว้อย่างเหนียวแน่น 

          แหล่งเรียนรู้ยุคมิลเลนเนียมสามารถออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ส่วนหนึ่งก็เพราะวิทยาการด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่ก้าวหน้ามากขึ้น และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือนักออกแบบซึ่งต้องตีโจทย์ทำความเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชน จนกระทั่งแปรจินตนาการที่กว้างไกลให้กลั่นตัวเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าจดจำ 

          ซีรี่ส์ชุด “เบื้องหลังความคิดและจินตนาการของนักออกแบบแหล่งเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21” จำนวน 6 ตอน นำเสนอเรื่องราวและผลงานเจ้าของไอเดียแหล่งเรียนรู้ที่โดดเด่น 7 ราย ได้แก่ เร็ม คูลฮาส (Rem Koolhaas) โจชัว ปรินซ์-รามุส (Joshua Prince-Ramus) อึน ยัง ยี (Eun Young Yi) ซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) แฟรงก์ โอเวน เกห์รี (Frank Owen Gehry) นอร์แมน ฟอสเตอร์ (Norman Foster) และโตโย อิโตะ (Toyo Ito)


Frank O. Gehry - Parc des Ateliers
ภาพ準建築人手札網站 Forgemind ArchiMedia at Flickr/CC BY 2.0

 

          แฟรงก์ เกห์รี เป็นสถาปนิกชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานการออกแบบที่โดดเด่นสะดุดตา ด้วยรูปทรงอาคารแบบหลุดโลกและการเลือกใช้วัสดุที่ไม่มีใครคาดถึง เกห์รีเกิดที่แคนาดามีปู่และย่าเป็นชาวยิว ส่วนแม่ก็เป็นผู้อพยพชาวโปแลนด์เชื้อสายยิว ซึ่งเกห์รีกล่าวว่าทำให้เขามี “ยีนแห่งความสร้างสรรค์” เมื่อยังเด็ก ย่าใช้เวลาเล่นกับเกห์รีเป็นชั่วโมงๆ โดยนำเศษวัสดุจากร้านที่ปู่ทำงานอยู่ มาให้เขาต่อเป็นเมืองในจินตนาการจนเต็มห้องนั่งเล่น เวลาว่างเกห์รีมักจะใช้เวลาวาดภาพกับพ่อ หรือไม่ก็ติดตามแม่ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือชมการแสดงดนตรี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิถีที่นำพาเขาไปสู่โลกแห่งศิลปะ

          หลังจากจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม เกห์รีได้ลงหลักปักฐานในการทำงานที่ลอสแอนเจลิสโดยก่อตั้งบริษัท Frank Gehry Association ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น Gehry Partner เขามองถึงการหนีออกไปจากสไตล์แบบโมเดิร์น ผลงานการออกแบบแต่ละชิ้นล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการทดลอง กล้าเลือกใช้วัสดุแปลกๆ สีสันแปลกๆ บางครั้งดูดิบหยาบหรือเหมือนกับยังสร้างไม่เสร็จ

          มีผู้วิเคราะห์ว่า งานออกแบบของเมืองลอสแอนเจลิสมีอิทธิพลต่อกระแสงานสถาปัตยกรรมแบบโพสต์โมเดิร์นของโลก ซึ่งหมายถึงสำนักคิดของแฟรงก์ เกห์รี ด้วย ทำให้สไตล์การออกแบบของเขาถูกเรียกว่า “Los Angeles School” หรือ “Santa Monica School” แต่ในอีกด้านหนึ่งงานของเกห์รีก็ได้รับเสียงวิจารณ์เชิงลบอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ความสูญเปล่าของทรัพยากร การสร้างรูปทรงที่ไร้ประโยชน์ใช้สอย และการไม่คำนึงถึงความกลมกลืนกับบริบทของที่ตั้งและภูมิอากาศท้องถิ่น

          นอกจากผลงานด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมแล้ว เกห์รียังสนุกกับงานออกแบบอื่นๆ โดยแตกไลน์ไปผลิตเฟอร์นิเจอร์ ออกแบบเครื่องประดับให้กับแบรนด์ดัง ออกแบบขวดเหล้า แจกัน แก้วน้ำ ถ้วยรางวัล รวมทั้งหมากรุก

1280px-Walt_Disney_Concert_Hall-_LA-_CA-_jjron_22.03.2012.jpgโถงคอนเสิร์ตวอลท์ ดิสนีย์ ที่ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา


1280px-Weisman_Art_Museum_2015.jpgWeisman Art Museum ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา, สหรัฐอเมริกา
 

Guggenheim Museum Bilbao บาสก์, สเปน

          พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์แห่งบิลเบา เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน ตั้งอยู่ที่แคว้นบาสก์ (Basque) รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจ “ซื้อเเฟรนไชส์” พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ จากมูลนิธิ Solomon R. Guggenheim โดยลงทุนการก่อสร้าง 89 ล้านเหรียญสหรัฐ จ่ายค่าธรรมเนียมตั้งต้นให้กับมูลนิธิฯ 20 ล้านเหรียญ และค่าธรรมเนียมรายปีอีกปีละ 12 ล้านเหรียญ เพื่อเป็นค่าดำเนินการจัดหาและหมุนเวียนผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนับว่าสูงมากสำหรับประเทศซึ่งขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดังเช่นสเปน

1280px-Guggenheim_museum_Bilbao_HDR-image.jpgพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์แห่งบิลเบา, สเปน

 

          แฟรงก์ เกห์รี ขึ้นไปบนยอดเขา Artxanda เพื่อมองหาทำเลในการสร้างพิพิธภัณฑ์ เขาชี้ไปยังบริเวณท่าเรือซึ่งในยุคอุตสาหกรรมเคยเป็นย่านรายได้หลักให้กับเมือง อาคารที่เขาออกแบบเป็นสัญลักษณ์ของเรือที่จอดเทียบท่าอยู่ริมแม่น้ำ Nervión มันดูเหมือนประติมากรรมมากกว่าสถาปัตยกรรม วัสดุภายนอกทำจากหิน กระจก และไทเทเนียมซึ่งมีคุณสมบัติเปลี่ยนสีไปตามแสงสะท้อนจากท้องฟ้าและผืนน้ำ หลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนของเกห์รีสำเร็จเป็นจริงได้ ด้วยความร่วมมือกับบริษัทซอฟต์แวร์ด้านการผลิตชิ้นส่วนยานอวกาศ

          พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์แห่งบิลเบามีพื้นที่ถึง 24,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่สำหรับนิทรรศการ 11,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 20 แกลเลอรี่ มีหอประชุมกว่า 300 ที่นั่ง ร้านค้า ร้านหนังสือ และร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ นอกจากตัวอาคารแล้ว พื้นที่ด้านนอกอาคารก็เป็นสถานที่ในดวงใจของผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ เพราะมีทั้งประติมากรรมกลางแจ้ง การเล่นดนตรีสด กีฬา และสนามเด็กเล่น

          ทันทีที่พิพิธภัณฑ์เปิดตัวในปี 1997 พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์แห่งบิลเบากลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนับล้านคนต่อปี ทำให้เม็ดเงินมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ได้รับการโหวตจากผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพให้เป็นหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซแห่งศตวรรษที่ 20 มีการวิเคราะห์ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองให้คึกคัก ค่าเข้าชมและภาษีซึ่งแคว้นบาสก์จัดเก็บได้จากการท่องเที่ยวทำให้ท้องถิ่นสามารถถอนทุนคืนภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ความสำเร็จดังกล่าวก่อให้เกิดกระแส “Bilbao Effect” นั่นคือการเห็นคุณค่าของการออกแบบสถาปัตยกรรม ในการสร้างหมุดหมายใหม่ด้านการท่องเที่ยวและผลกระทบด้านเศรษฐกิจ 

The Museum of Pop Culture (MoPOP) ซีแอตเทิล, สหรัฐอเมริกา

          พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อป หรือชื่อเดิมคือพิพิธภัณฑ์ EMP (Experience Music Project Museum) ที่เมืองซีแอตเทิล เป็นหน่วยงานไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งเมื่อปี 2000 โดยพอล อัลเลน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เพื่อเป็นโครงการทดลองทางด้านดนตรี นิยายวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมร่วมสมัย พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ติดกับหอคอย Space Needle แลนด์มาร์กที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมือง อีกทั้งยังมีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุผ่านกลางอาคาร

Museum of Popular Culture ( MoPop ) at Seattle Center

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อป ซีแอตเทิล, สหรัฐอเมริกา

 

          แฟรงก์ เกห์รี เปรียบเทียบรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ว่าเหมือน “กีตาร์ไฟฟ้าที่ถูกขยำ” พื้นผิวภายนอกเป็นลอนคลื่นรูปทรงอิสระ ทำจากวัสดุต่างๆ ที่มีสีสันหลากหลาย ทั้งสีทอง สีเงิน สีแดงสด และม่วงเหลือบ ซึ่ง “สะท้อนประสบการณ์ร็อคของอเมริกันชน” ในขณะที่สื่อบางสำนักจัดอันดับให้พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปเป็น 1 ใน 10 อาคารที่น่าเกลียดที่สุดในโลก บ้างก็เปรียบเทียบว่ามันเหมือน “สิ่งมีชีวิตบางอย่างที่คืบคลานขึ้นมาจากทะเล แล้วก็ตาย”

          พื้นที่สำคัญของอาคารได้แก่ Sky Church โถงคอนเสิร์ตซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสดุดี Jimi Hendrix นักกีตาร์ชาวซีแอตเทิลผู้โด่งดัง สามารถจุผู้เข้าชมได้ถึง 800 คน Sound Lab ซึ่งสร้างประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เยี่ยมชมกับดนตรี วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดีย

          พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อป มุ่งเน้นบทบาทด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเยาวชน อาทิ ค่ายสร้างสรรค์ เวิร์คช็อปบ่มเพาะศิลปิน การโค้ชและวิจารณ์ด้านการแสดง การสนับสนุนหลักสูตรและฝึกหัดศิลปินในโรงเรียน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งสะสมบันทึกหายากกว่า 140,000 รายการ บทประพันธ์เพลงฉบับลายมือ จดหมายเหตุประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าซึ่งภัณฑารักษ์เก็บข้อมูลจากศิลปินท้องถิ่นกว่า 1,000 รายการ ด้วยขอบเขตงานที่กว้างขวางทำให้พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปมีบุคลากรกว่า 160 คน อาสาสมัครนับร้อยคน และนักศึกษาฝึกงานอีกจำนวนมากในแต่ละปี กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพิพิธภัณฑ์สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าถึงประมาณปีละ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ที่มาเนื้อหา

https://en.wikipedia.org/wiki/Frank_Gehry

https://en.wikipedia.org/wiki/Guggenheim_Museum_Bilbao

https://en.wikipedia.org/wiki/Museum_of_Pop_Culture

https://www.geekwire.com/2016/meet-mopop-paul-allens-emp-museum-changes-name-museum-pop-culture/

http://www.multivu.com/players/English/7967751-emp-museum-of-pop-culture-rebranding/

 

เผยแพร่ครั้งแรก พฤษภาคม 2560

26 ธันวาคม 2561

บทความแนะนำ

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1)  หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน

มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าหนังสือและวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์กำลังใกล้จะถึงจุดจบแล้ว พวกเขาชี้ให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และมีการแปลงวารสารวิชาการส่วนใหญ่ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน

นักปราชญ์บางท่านเคยกล่าวไว้ว่า ข้อดีของอนาคตคือมันยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราได้อธิบายละเอียด ณ ที่นี้ไม่ได้เป็นสถานการณ์เพียงแบบเดียวที่อาจเกิดขึ้นกับหนังสือและห้องสมุดในอนาคต หนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มอาจจะไม่ได้หายไปหรือจะไม่หายไปในเร็วๆ นี้ก็ได้

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ
readWORLD

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ

ภารกิจของคนทำงานห้องสมุดจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้และการเรียนรู้ส่วนบุคคล

‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง
readWORLD

‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง

A room is not just a room: The library as shared place and why it matters to communities

นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 2
readWORLD

นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 2

World Reading Habits in 2018

การปรับตัวของห้องสมุด
readWORLD

การปรับตัวของห้องสมุด

ตอนที่ 14 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

พื้นที่การอ่านเกิดใหม่
readWORLD

พื้นที่การอ่านเกิดใหม่

ตอนที่ 13 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

287
|อ่าน : 7 นาที
409
|อ่าน : 7 นาที
299
|อ่าน : 7 นาที
1640
|อ่าน : 7 นาที
1823
114
|อ่าน : 3 นาที
451
134