This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ

50 | Read : 7 min

16159760_web1_190401-SFE-SCHOOLSUPER.jpgPhoto : Website www.sfexaminer.com

           ทฤษฎีการเรียนรู้มีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจอย่างลึกซึ้ง คำถามที่เราพยายามหาคำตอบมิใช่เพียงแต่ว่าสมาชิกห้องสมุดของเราหาข้อมูลและเรียนรู้ด้วยวิธีใด แต่พวกเขามีแรงจูงใจอะไร ทฤษฎีแรงจูงใจแบบที่เข้าใจง่ายๆ ได้แก่ ทฤษฎีแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก ซึ่งกล่าวว่า บางคนมีรางวัลในตนเองอย่างเช่น ความพอใจที่ได้เรียนรู้ หรือความสนใจในเรื่องนั้นๆ รางวัลประเภทนี้นับว่าเป็นแรงจูงใจภายใน นั่นคือ ความพึงพอใจ ความรู้สึกประสบความสำเร็จ และการมีอำนาจ แรงจูงใจภายนอกอย่างเช่น คำชื่นชมหรือการได้รับรางวัล ซึ่งโดยทั่วไปจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าแรงจูงใจภายใน (Small et al., 2004)

          ในปัจจุบัน ข้อมูลสารสนเทศและเนื้อหาสาระความรู้บนเว็บไชต์มีความแพร่หลาย และแหล่งข้อมูลดิจิทัลมีเพิ่มมากขึ้น บรรณารักษ์และคนทำงานห้องสมุดจำเป็นต้องก้าวไปให้ไกลกว่าแนวคิดวิชาชีพแบบเดิมๆ เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาไม่คาดฝันที่กำลังเกิดขึ้นทั้งต่อวิชาชีพบรรณารักษ์และกับสมาชิกห้องสมุด ภารกิจของคนทำงานห้องสมุดจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้และการเรียนรู้ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญในการทำงานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ความเชี่ยวชาญตามวิชาชีพ

          Dempsey (2006) กล่าวไว้ว่า พื้นที่ซึ่งอยู่ในแหล่งที่มีการเชื่อมโยงกันทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดยิ่งจำเป็นต้องวิวัฒน์ควบคู่ไปกับการวิจัยและเข้าใจถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ปัญหาคือ บรรณารักษ์มักจะให้ความสำคัญกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อห้องสมุด ซึ่งเป็นปัญหาระยะสั้น มากกว่าสนใจปัญหาในระยะยาวก็คือเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของสมาชิกห้องสมุดในทิศทางใด รวมไปถึงความจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการขยายชุมชนห้องสมุด เพื่อให้สามารถกำหนดบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง

          การรู้จักใช้ทรัพยากรสารสนเทศอย่างคิดวิเคราะห์ นับเป็นพื้นฐานสำคัญทั้งของตัวบรรณารักษ์และผู้ใช้บริการห้องสมุด การพัฒนาความสามารถในการใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่เชื่อถือได้ในห้องสมุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อมองในแง่นี้ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาจึงมีบทบาทมากกว่าการช่วยเหลือนักศึกษาในการค้นหาและประเมินข้อมูลอย่างคิดวิเคราะห์ อาทิ มีบทบาทในการสอนการรู้สารสนเทศด้วย เป็นต้น

          Kwon (2008) ตั้งข้อสังเกตว่า นักศึกษากลุ่มมิลเลนเนียลหรือเจเนอเรชั่นวายมักจะมีปัญหาด้านความรู้สึกที่มีต่อห้องสมุด คนกลุ่มนี้ถูกมองว่ามีศักยภาพและชอบท่องโลกออนไลน์ โดยใช้บล็อก เฟซบุ๊ก และกิจกรรมที่ผสมผสานเทคโนโลยีในทุกๆ วัน แต่พวกเขากลับรู้สึกอึดอัด สับสน และทำอะไรไม่ถูกเมื่อเข้าใช้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาที่ใหญ่โตและไม่คุ้นเคย

          Weiler (2005) กล่าวว่า ในขณะนี้งานวิชาการ ห้องสมุด รวมไปถึงโลกทั้งใบเลยด้วยซ้ำ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในเรื่องของวิธีการเผยแพร่ความรู้และวิธีเรียนรู้ เราไม่อาจกล่าวโทษเทคโนโลยีที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะการคิดของนักศึกษา แต่เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น

          มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าเกมสามารถสร้างประสบการณ์ได้มากมาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดความสามารถในการท่องโลกออนไลน์ ซึ่งในโลกออนไลน์นั้น การตัดสินใจที่ซับซ้อนและการจัดการปัญหาที่ยากอาจจะดูคล้ายกับกระบวนการคิดที่ต้องใช้ในเกม เช่นเดียวกับที่ต้องใช้ในโลกความเป็นจริง (Ducheneaut et al., 2006; Squire, 2005; Stokes, 2005) เกมเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดเนื่องจากมันสร้างความสนุกเพลิดเพลิน การมีส่วนร่วมที่สนุกสนานและมีอารมณ์ร่วม การจัดการและวางแผน การเป็นผู้กระทำ ความลื่นไหล การเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุดตราบที่เกมยังไม่จบ ความพึงพอใจในตนเอง การทำให้อะดรีนาลีนหลั่ง นอกจากนั้นเกมยังจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ สร้างสังคม และก่อให้เกิดความเร้าใจ (Prensky, 2001, หน้า 144) งานวิจัยหลายชิ้นศึกษาเกี่ยวกับใช้เกมในการกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเกมสามารถช่วยในการเรียนรู้ได้

          อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่างานวิจัยต่างๆ ยังขาดความเข้าใจว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร (จะออกแบบเกมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างไร) และการเรียนรู้สามารถผนวกเข้าสู่บริบทแวดล้อมในปัจจุบันอย่างห้องสมุดได้อย่างไร

          คำตอบของคำถามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจทฤษฎีการเรียนรู้ และความสามารถในการดัดแปลงปรับใช้ทฤษฎีการเรียนรู้มาสร้างสรรค์วิธีการส่งเสริมบริบทที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในห้องสมุด


ภาพรวมของทฤษฎีการเรียนรู้

          การเรียนรู้ของมนุษย์และความสำคัญของโครงสร้างทางสังคม เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้ให้ความสนใจมาเป็นเวลานาน (เช่น Bandura & Walters, 1963; Durkheim, 1893/1984; Miller & Dollard, 1941; Tönnies, 1887/2001; Vygotsky, 1978; Weber, 1922/1978; Wellman & Berkowitz, 1988) เมื่อมีความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น นักทฤษฎีเริ่มศึกษาถึงผลกระทบของสภาพทางสังคมที่มีต่อการเรียนรู้และการพัฒนาของบุคคล

          ในช่วงแรกของการศึกษาเชิงทฤษฎีนั้น งานวิจัยจำนวนมากมีพื้นฐานมาจากสำนักความคิดด้านจิตวิทยาที่ให้ความสำคัญกับจิตใจของผู้เรียน โดยหลักแล้ว แนวคิดเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับการเรียนรู้เหล่านี้ให้ความสำคัญกับข้ออ้างที่ว่าการเรียนรู้คือกระบวนการคิดส่วนบุคคล (เช่น งานของ Pavlov, 1927; Piaget, 1954; Skinner, 1938; Thorndike, 1901; Wundt, 1897) แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เน้นตัวบุคคลเป็นความเชื่อหลักของทฤษฎีการเรียนรู้จวบจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 20


การตีความทางสังคมของการเรียนรู้

          ต้นศตวรรษที่ 20 การตีความอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ได้ปรากฏขึ้น แทนที่จะตัดสินว่าการเรียนรู้คือกระบวนการทางจิตวิทยาส่วนบุคคล แต่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นในช่วงที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและเป็นผลของการปฏิสัมพันธ์นั้น แนวคิดที่ว่าการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์” ของบุคคลนี้มาจากงานศึกษาของ Dewey และ Lindeman

          Dewey (1916) ยืนยันว่า “สภาพแวดล้อมทางสังคมช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เมื่อแต่ละบุคคลมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่กระทำร่วมกับผู้อื่นนั้น มนุษย์จะยึดวัตถุประสงค์ของกิจกรรม ซึ่งก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น และพยายามมสร้างความคุ้นเคยกับวิธีปฏิบัติกิจกรรมและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นๆ รวมไปถึงฝึกทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ และมีอารมณ์ร่วมไปกับกิจกรรมดังกล่าว” (หน้า 26)

          Lindeman (1961) ซึ่งมีความเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของ Dewey กล่าวไว้ว่า “ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่คือประสบการณ์ของผู้เรียน” และ “หากการเรียนรู้คือชีวิต ชีวิตก็คือการเรียนรู้” (หน้า 6) ในทำนองเดียวกัน เขายังคาดการณ์ว่า “วิธีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะต้องผ่านสถานการณ์จริง ไม่ใช่ด้วยการเรียนวิชาต่างๆ (ผ่านตำราและการสอนในห้อง)” (หน้า 6) และทิ้งท้ายว่า “ประสบการณ์เปรียบเสมือนหนังสือเรียนที่มีชีวิตของผู้เรียน” (หน้า 7)

          การปรับความเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ดังกล่าวได้ปูทางสำหรับการพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมในท้ายที่สุด (Bandura, 1977) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนามของ “ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม” (Social Learning Theory) (Bandura, 1986)

          หัวใจหลักของทฤษฎีนี้คือ การเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนใหญ่มาจากการมีส่วมร่วมทางสังคม ดังนั้นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ แนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมได้มีการต่อยอดและนำไปใช้ในศาสตร์อีกหลายแขนงที่เกี่ยวข้อง เช่น การวิจัยองค์กร (Argyris & Schön, 1978; Brown & Duguid, 1991; Senge, 1990) การวิจัยปัญหาทางการศึกษา (Cunningham, 2000; Jarvis, 1987) และมานุษยวิทยาสังคม (Lave, 1988; Suchman, 1987)

library-650x432.jpgPhoto : Richard McGuire

 

แนวคิดเชิงสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural Model)

          อย่างที่รู้กันว่า แนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นและในเวลาต่อมาได้นำไปสู่การวิจัยแขนงใหม่ๆ ในด้านการเรียนรู้ของมนุษย์ นักทฤษฎีต่างยอมรับถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ และเห็นพ้องว่า “การเรียนรู้คือการมีปฏิสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาระหว่างสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์และกระบวนการทางจิตวิทยาของมนุษย์” โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาต่อยอดแนวคิดดังกล่าว ได้แก่ Vygotsky และ Bandura

          Lev Semyonovich Vygotsky (1978) นักทฤษฎีชาวรัสเซีย ได้คิดค้น “ทฤษฎีทางสังคมวัฒนธรรมของการเรียนรู้” ที่มุ่งเน้นความสำคัญและบทบาทของสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมต่อการเรียนรู้ของเด็ก กรอบแนวคิดทางสังคมและวัฒนธรรมของการเรียนรู้ของ Vygotsky อ้างว่า สังคมและวัฒนธรรมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการคิดที่ควบคุมกระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมทางสังคมส่งผลกระทบต่อวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์

          Bandura และคณะ (Bandura & Walters, 1963) นำเสนอแนวคิดที่สอดคล้องกับงานของ Vygotsky โดยพวกเขาเรียกแนวคิดนี้ว่า “ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม” (Social Learning Theory หรือ SLT) เป็นการต่อยอดทฤษฎีเชิงจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งให้ความสำคัญกับจิตใจของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ทฤษฎี SLT ได้ขยายแนวคิดทางจิตวิทยาโดยการคำนึงถึงอิทธิพลของบุคคลอื่นๆ และบริบทสังคมและวัฒนธรรม ที่ก่อให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ Bandura (1977) เน้นย้ำว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นในบริบททางสังคม ซึ่งมนุษย์เรียนรู้ผ่านกระบวนการสังเกต ลอกเลียนแบบ และการดูตัวแบบ

          ผลงานวิจัยของทั้ง Vygotsky และ Bandura สนับสนุนแนวคิดที่ว่า การเรียนรู้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ตายตัวอันเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมที่ซับซ้อน และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์


ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมและบริบท
(Situated Learning)

          Lave (1988) ซึ่งใช้พื้นฐานทฤษฎีของ Bandura, Vygotsky และนักวิจัยท่านอื่นๆ เช่น Akers et al. (1979), Miller & Dollard (1941), Piaget (1969), Sears (1951) ได้ต่อยอดผลงานวิจัยเกี่ยวกับ SLT โดยการเสนอแนวคิดว่า การเรียนรู้หรือการรู้คิด[1] ส่วนใหญ่จะอยู่ “ภายใน” กิจกรรม บริบท และวัฒนธรรมที่เกิดกิจกรรมนั้นๆ

          Brown, Collins และ Duguid (1989) พัฒนาต่อยอดแนวคิด “ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมและบริบท” (Situated Cognition Theory หรือ SCT) ของ Lave โดยการอธิบายว่า “กิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความรู้และต้องอาศัยความรู้นั้นไม่สามารถแยกจากการเรียนรู้และการรู้คิดได้ หากแต่ยังช่วยส่งเสริมกันและกัน และไม่เพียงแต่เป็นส่วนที่ขาดกันไม่ได้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของสิ่งที่ได้เรียนรู้” (หน้า 32)

          Lave and Wenger (1991) ให้คำอธิบายการเชื่อมโยงดังกล่าว โดยยืนยันว่า “ความตั้งใจในการเรียนรู้ของมนุษย์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ (หรือสัมพันธ์กับบริบท) และการเรียนรู้ค่อยๆ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งต่างๆ ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมโดยสมบูรณ์ กระบวนการทางสังคมดังกล่าวรวมไปถึงการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้”

          กิจกรรมทางสังคมได้ถูกตีความให้สัมพันธ์กับทฤษฎี SCT มากขึ้น อาทิ งานศึกษาของ Barton and Tusting (2005) ได้กล่าวถึงความก้าวหน้านี้ว่า “(การเรียนรู้ผ่านปฏิบัติการทางสังคม) ...มีความสำคัญและเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจากกรอบแนวคิดเชิงจิตวิทยาการรู้คิดไปสู่แนวคิดที่มีความสอดคล้องกับมนุษยวิทยาทางสังคมมากขึ้น” (หน้า 4) กล่าวคือ เป็นการผสมผสานกันของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและความคิดของมนุษย์ กิจกรรมด้วยการปฏิบัติได้ทำหน้าที่เป็นบริบททางวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานให้เกิดการเรียนรู้ การแสดงการรู้คิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ออกมา

          Lave and Wenger ได้อธิบาย “ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมและบริบท” ว่าเป็นความพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมอันก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มิเพียงแต่เนื้อหาสำคัญของสิ่งที่มนุษย์ได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงบริบท วัฒนธรรม และกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวด้วย ทฤษฎีการเรียนรู้นี้ก่อให้เกิดโอกาสมากมายแก่นักวิชาการในการปรับใช้และพัฒนาแนวคิด ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใดก็ตาม


ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นความรับผิดชอบของชุมชน
(Legitimate Peripheral Participation)

          Lave and Wenger (1991) ได้ขยายทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมและบริบทให้แตกแขนงและลุ่มลึกยิ่งขึ้น ผ่านทางแนวคิดที่เรียกว่า “ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นความรับผิดชอบของชุมชน” (Legitimate peripheral participation หรือ LPP) พวกเขาบอกว่า LPP เป็นการ “เรียกร้องความสนใจที่ทำให้ผู้เรียนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วมร่วมในชุมชนของผู้ปฏิบัติวิชาชีพนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อที่จะได้ความเชี่ยวชาญในความรู้และทักษะ ผู้เรียนซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ต้องก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมจนเต็มรูปแบบในการปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ”

          “ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นความรับผิดชอบของชุมชน” เสนอวิธีในการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกใหม่และสมาชิกเดิม และการกล่าวถึงกิจกรรม ความเป็นตัวตน สิ่งของและชุมชนที่ก่อให้เกิดความรู้และการปฏิบัติ (หน้า 29) กล่าวคือ LPP อธิบายว่าในขณะที่สมาชิกใหม่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ขึ้นในชุมชน พวกเขามิได้เพียงผ่านการฝึกหัดเท่านั้น แต่ยังได้ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการปลูกฝังวัฒนธรรมอีกด้วย

          ในการอธิบายแนวคิดดังกล่าวเพิ่มเติม Wenger (1998) กล่าวถึงคำว่า “ที่เป็นความรับผิดชอบ” (Legitimate) ว่าเป็นการปูทางเพื่อให้สมาชิกใหม่เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อีกทั้งคำจำกัดความของคำดังกล่าวสามารถเป็นไปได้หลายรูปแบบ เช่น “เป็นประโยชน์ ได้รับการสนับสนุน ได้รับความเกรงขาม เป็นผู้ที่เหมาะสม” (หน้า 101) พวกเขาใช้คำว่า “ของชุมชน” (Peripheral) เพื่อชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า สมาชิกใหม่ต้องเริ่มต้นด้วยการสังเกตหรือทำงานที่ความสำคัญรองๆ ก่อนที่จะมีศักยภาพและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติของชุมชนมากขึ้น ตามความเห็นของ Wenger สมาชิกเรียนรู้จากการแสวงหาความรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่พวกเขาเรียนรู้ได้มากกว่าจากกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นความรับผิดชอบของชุมชน ดังนั้นความเคลื่อนไหวในสังคมและบริบทมีความสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ภายในขอบเขตของชุมชน


แนวคิดชุมชนนักปฏิบัติ (
Communities of Practice)

          ทฤษฎีที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมและบริบท คือ แนวคิดชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice หรือ CoP) ของ Lave and Wenger ในความพยายามปรับปรุงต่อยอดความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ทางสังคมและการปฏิบัติ

          Lave and Wenger (1991) สร้างแนวคิดนี้ขึ้นมาและมีการนำไปใช้จริงจนเกิดผลสำเร็จในอุตสาหกรรมและองค์กรทางธุรกิจ แนวคิด CoP เกิดขึ้นจากความคิดว่าการเรียนรู้เป็นรูปแบบของการร่วมมือกันใน “วัฒนธรรมของการปฏิบัติ”(หน้า 95) นั่นหมายความว่า ขณะที่มนุษย์ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต พวกเขากำลังเรียนรู้กับผู้อื่นที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมร่วมกันนั้น Lave and Wenger ชี้ให้เห็นว่าเมื่อผสมผสานคำว่า “ชุมชน” และ “การปฏิบัติ” จะก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ที่ก้าวข้ามความหมายของคำดังกล่าวเมื่อแปลความหมายแยกกัน

          Wenger, McDermott, and Snyder (2002) ยืนยันว่า CoP เป็นโครงสร้างจำเพาะทางสังคมประเภทหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ แก่นของ CoP คือ “โครงสร้างความรู้” ที่เน้นการปฏิบัติจริง (หน้า 41) โดยทั่วไปแล้ว CoP ได้รับการนิยามว่าเป็นความสัมพันธ์ของผู้ที่มีความสนใจเดียวกันหรือมีเรื่องราวร่วมกัน เพื่อถกเถียง เรียนรู้ และดำเนินการเกี่ยวกับความสนใจนั้นๆ

          Wenger (1998) ซึ่งเป็นผลงานต่อยอดจากผลงานของเขาและ Lave กล่าวว่า แนวคิด CoP ถูกคิดค้นโดยกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ ผู้ที่มีประวัติและเรื่องราวร่วมกัน มีอัตลักษณ์ และวัตถุประสงค์เดียวกัน จากคำอธิบายนั้น ดูเหมือนว่า CoP สามารถเกิดขึ้นในแทบทุกบริบทที่บุคคลมีความสนใจและเรื่องราวร่วมกัน ดังนั้น CoP จึงมีบทบาทและได้รับการปรับใช้ในหลากหลายบริบทรวมถึงห้องสมุด

          Wenger (1998) ได้ชี้ให้เห็นถึงความแพร่หลายของ CoP ไว้อย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของหลาย CoP และ CoP มีอยู่ทั่วทุกที่ นอกเหนือจากนั้น บาง CoP มีอยู่เพียงชั่วคราว ในขณะที่บาง CoP เป็นสิ่งที่ถาวรและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการของมนุษย์หรือ CoP เหล่านี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับมนุษยชาติและแพร่หลายมากเสียจนกลุ่มคนที่สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาไม่ทันได้สังเกตมันด้วยซ้ำ


ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Facilitating Collaborative Learning)

          Dervin (1977) กล่าวไว้ว่า มาตรฐานและแนวปฏิบัติของอาชีพในห้องสมุดจำเป็นต้องเคลื่อนที่ไปสู่แนวคิด/รูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยให้บรรณารักษ์อำนวยให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล หมู่คณะ และ ‘ข้อมูลที่ผ่านการตีความอย่างหลากหลายแง่มุมมากขึ้น’

          เขาบอกว่า ห้องสมุดยังคงเป็นผู้ชี้แนะแนวทางให้แก่ผู้ใช้งานในการค้นคว้าหาความรู้ โดยผู้ใช้งานหรือผู้ใช้ปลายทางได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในการค้นหา ‘แหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือ’ แต่การชี้แนะ “ผู้ใช้งานปลายทาง” ไปยังข้อมูลที่น่าเชื่อถือนั้น จำเป็นต้องได้รับการปฏิวัติ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญมุ่งเน้นความสำคัญของผู้ใช้งานห้องสมุดในฐานะที่เป็นบริบทที่เกิดปัญหา ซึ่งสามารถจัดการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการนั้นๆ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ในเชิงตัวบุคคล ห้องสมุดจึงควรแสวงหาวิธีการที่เอื้อให้เกิดบริบทที่ผู้ใช้ต้องแสงหาความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า

          กล่าวในแง่นี้ การให้บริการสถานที่เพื่อให้ผู้คนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบร่วมมือกันจึงเป็นเพียงก้าวแรกสู่อนาคตของห้องสมุดในอนาคตเท่านั้น


รูปแบบวิธีการเรียนรู้ และทฤษฎีพหุปัญญา
(Learning Styles and Multiple Intelligences)

          บางคนอาจอ้างว่ากระบวนการคิดส่วนบุคคลนั้นมีความสำคัญ และโครงสร้างการเรียนรู้แบบร่วมมือไม่ควรมองข้ามทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดส่วนบุคคล ข้อโต้แย้งนี้ถูกต้อง เพราะแนวคิดที่มองว่าความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละบุคคลนั้นสำคัญยิ่ง แต่กระบวนการคิดส่วนบุคคลเป็นจุดสิ้นสุดของการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จริงหรือ

          Hjørland (2004) ได้กล่าวเน้นว่า “โครงสร้างความรู้ส่วนบุคคล” มิใช่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด การเรียนรู้จะต้อง “คำนึงถึงขอบเขต แขนง และโครงสร้างโดยรวมอื่นๆ ของความรู้” ด้วย ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจและผสมผสานแนวคิดที่มุ่งเน้นตัวบุคคลที่รวมไปถึงรูปแบบการเรียนรู้ และทฤษฎีพหุปัญญา

          มนุษย์ทุกคนล้วนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันและมีการผสมผสานวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกคนมักจะมีรูปแบบหลักในการเรียนรู้เป็นของตนเอง แนวคิดที่ว่ามนุษย์มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไปถูกคิดค้นขึ้นในปี 1921 โดยผลงานของนักจิตวิทยาที่มีชื่อว่า Carl Jung ผู้ซึ่งเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับ “ประเภทของบุคลิกภาพ” ที่แตกต่างกัน ทฤษฎีดังกล่าวได้รับการต่อยอดในวงการการศึกษาโดยการคำนึงว่า ประเภทของบุคลิกภาพส่วนบุคคลเหล่านี้ส่งผลให้เกิดวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและแตกต่าง

          Gardner (1993) คิดค้น “ทฤษฎีพหุปัญญา” ขึ้นมา ผลงานของเขานั้นเกี่ยวข้องกับทฤษฎีของ Carl Jung อย่างมาก แต่มุ่งเน้นไปที่ปัญญามากกว่าบุคลิกภาพ เขาได้ระบุปัญญาไว้เจ็ดด้าน ได้แก่ ปัญญาด้านการพูดและการใช้ภาษา ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ปัญญาด้านดนตรี ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ และปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง

          สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การศึกษาแบบดั้งเดิมนั้นมุ่งเน้นความสำคัญกับปัญญาเพียงสองด้านเท่านั้น นั่นคือ ปัญญาด้านการพูดและการใช้ภาษา และปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ นักการศึกษาได้ตระหนักว่าประชาชนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ชอบเรียนรู้ด้วยการอ่าน สิ่งที่ค้นพบดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยอย่างมากให้เกิดความสนใจอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเทคนิคการเรียนรู้ ที่จะนำไปสู่กระบวนการคิดและการลงมือทำของผู้เรียน เทคนิคดังกล่าวคือความพยายามที่จะดึงความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยอาศัยปัญญาด้านอื่นๆ ด้วย

          แนวคิดรูปแบบวิธีการเรียนรู้และทฤษฎีพหุปัญญายืนยันว่า ครูผู้สอนจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของความแตกต่างในการเรียนรู้ของบุคคล แต่ก็ต้องแสวงหาวิธีการที่ช่วยสร้างบรรยากาศเพื่อยกระดับศักยภาพในการเรียนรู้เพื่อคนทุกคน ซึ่งมีรูปแบบวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การศึกษาแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Dialogic Education หรือการเรียนรู้แบบสื่อสารสองทาง) เป็นรูปแบบวิธีการเรียนรู้ที่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียน โรงเรียนจึงไม่ควรถูกจำกัดให้เป็นเพียงแค่สถานที่ของผู้เรียน เช่นเดียวกันกับวิชาชีพบรรณารักษ์ซึ่งต้องไม่ตีกรอบให้ห้องสมุดเป็นเพียงสถานที่ของสมาชิก แต่จะต้องตระหนักถึงความแตกต่างในการเรียนรู้ของบุคคล และหาวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ห้องสมุดเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพของคนทุกคนที่มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

MakerSpace1440-2.jpgPhoto : Website https://oakland.edu



[1] การรู้คิด (Cognition) หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางสมอง อันประกอบด้วย การรับรู้ การคิด การเข้าใจ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน การจำ และการจินตนาการ เป็นต้น


หนังสืออ้างอิงที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

Akers, R. L., Krohn, M. D., Lanza-Kaduce, L., & Rodosevich, M. (1979). Social learning and deviant behavior: A specific test of a general theory.American Sociological Review, 44, 636–655.

Argyris, C., & Schön, D. A. (1978). Organizational learning: A theory of action perspective. Reading, MA: Addison-Wesley.

Bandura, A. J. (1977). Social learning theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

Bandura, A. J. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

Bandura, A. J., & Walters, R. (1963). Social learners and personality development. New York: Holt, Rinehart & Winston.

Brown, J. S., & Duguid, P. (1991). Organizational learning and communities of practice: Toward a unified view of working, learning and innovation. Organizational Science, 2(1), 40–57.

Buschman, J. E. (2003). Dismantling the public sphere: Situating and sustaining librarianship in the age of the new public philosophy. Westport, CT: Libraries Unlimited.

Cunningham, P. M. (2000). A sociology of adult education. In A. L. Wilson & E. R. Hayes (Eds.), Handbook of Adult and Continuing Education(pp. 573–591). San Francisco: Jossey-Bass.

Dempsey, L. (2006). The (digital) library environment: Ten years after. Ariadne, 46. Retrieved April 15, 2009, fromhttp://www.ariadne.ac.uk/issue46/dempsey/

Dervin, B. (1977). Useful theory for librarianship: Communication, not information.Drexel Library Quarterly, 13(3), 16–32.

Dewey, J. (1916). Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. New York: Macmillan.

Ducheneaut, N., Yee, N., Nickell, E., & Moore, R. J. (2006). “Alone together”: Exploring the social dynamics of massively multiplayer online games. In Proceedings of the SIGCHI Conference on Human Factors in Computing Systems (pp. 407–416). New York: ACM Press.

Durkheim, E. (1984). The division of labor in society (W. D. Hall, Trans.). New York: Free Press. (Original work published 1893)

Epperson, T. W. (2006). Toward a critical ethnography of librarian-supported collaborative learning. Library Philosophy and Practice, 9(1). Retrieved December 17, 2009, from http://www.webpages.uidaho.edu/~mbolin/epperson.htm

Gardner, H. (1993). Multiple intelligences: The theory in practice. New York: Basic Books.

Hjørland, B. (1997). Information seeking and subject representation: An activity-theoretical approach to information science. Westport, CT: Greenwood Press.

Hjørland, B. (2004). Social and cultural awareness and responsibility in library, information and documentation studies. In W. B. Rayward (Ed.),Aware and responsible: Papers of the 2001 Nordic-International Colloquium on Social and Cultural Awareness and Responsibility in Library, Information, and Documentation Studies (SCARLID) (pp. 71–92). Lanham, MD: Scarecrow Press.

Jarvis, P. (1987). Adult learning in the social context. London: Croom Helm.

Jung, C. G. (1971). Psychological types. Princeton, NJ: Princeton University Press. (Original work published 1921)

Kwon, N. (2008). A mixed-methods investigation of the relationship between critical thinking and library anxiety among undergraduate students in their information search process. College & Research Libraries, 69(2), 117–131.

Lave, J. (1988). Cognition in practice. Cambridge, England: Cambridge University Press.

Lave, J. (1991). Situated learning: Legitimate peripheral participation. Cambridge, England: Cambridge Univ. Press.

Lindeman, E. (1961). The meaning of adult education. Norman: University of Oklahoma. (Original work published 1926)

Miller, N., & Dollard, J. (1941). Social learning and imitation. New Haven, CT: Yale University Press.

Pavlov, I. P. (1927). Conditioned reflexes. London: Routledge & Kegan Paul.

Piaget, J. (1954). The construction of reality in child. New York: Basic Books.

Piaget, J. (1969). The mechanism of perception. London: Routledge & Kegan Paul.

Prensky, M. (2001). Digital natives, digital immigrants. On the Horizon, 9(5), 3–4.

Sears, R. R. (1951). A theoretical framework for personality and social behavior. American Psychologist, 6, 476–483.

Senge, P. M. (1990). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization. New York: Doubleday.

Skinner, B. F. (1938). The behavior of organisms: An experimental analysis. New York: Appleton-Century.

Small, R.V., Zakaria, N., & El-Figuigui, H. (2004). Motivational aspects of information literacy skill instruction in community college libraries.College & Research Libraries, 65(2), 96–121.

Squire, K. (2005). Changing the game: What happens when video games enter the classroom? Innovate, 1(6).

Stokes, B. (2005). Video games have changed: Time to consider “Serious Games.”Developmental Education Journal.

Suchman, L. (1987). Plans and situated actions: The problem of human-machine interaction. Cambridge: Cambridge University Press.

Thorndike, E. L. (1901). The human nature club: An introduction to the study of mental life (2nd ed.). New York: Macmillan.

Tönnies, F. (2001). Community and society (J. Harris & M. Hollis, Trans.). Cambridge: Cambridge University Press. (Original work published 1887)

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Cambridge, MA: Harvard University Press.

Weber, M. (1978). Economy and society (T. Parsons, Trans.). Berkeley: University of California Press. (Original work published 1922)

Weiler, A. (2005). Information-seeking behavior in Generation Y students: Motivation, critical thinking, and learning theory. The Journal of Academic Librarianship, 31(1), 46–53.

Wellman, B., & Berkowitz, S. D. (1988). Social structures: A network approach. Cambridge: Cambridge University Press.

Wenger, E. (1998). Communities of practice. Cambridge: Cambridge University Press.

Wenger, E., McDermott, R. A., & Snyder, W. (2002). Cultivating communities of practice: A guide to managing knowledge. Boston, MA: Harvard Business School Press.

Wundt, W. M. (1897). Outlines of psychology (C. H. Judd, Trans.). Leipzig, Germany: Wilhelm Engelmann.

 

แปลและเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง Learning Theories เขียนโดย Angela Usha Ramnarine-Rieks ใน https://davidlankes.org

August 26, 2019

Recommended articles

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย
readWORLD

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย

ารยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนการทำงานของหลากหลายประเทศ ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็ง ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขความสำเร็จในการขับเคลื่อนการศึกษาที่แตกต่างกัน อีกทั้งนิยามความสำเร็จยังสามารถมองได้หลายมิติ

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561
readWORLD

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561

ตอนที่ 1 การนำเสนอผลสำรวจการอ่านของประชากร

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization
readWORLD

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ทำความรู้จักกับอาชีพนี้ ผ่านชีวิตและผลงานของฮานส์ โรสลิ่ง

4 มิติการพัฒนาของห้องสมุดเมืองเบียร์
readWORLD

4 มิติการพัฒนาของห้องสมุดเมืองเบียร์

เปิดโลกความเข้าใจห้องสมุดของเยอรมนี

ห้องสมุดเมืองเบอร์มิงแฮม หมุดหมายด้านวัฒนธรรมและความท้าทายในอนาคต
readWORLD

ห้องสมุดเมืองเบอร์มิงแฮม หมุดหมายด้านวัฒนธรรมและความท้าทายในอนาคต

เบอร์มิงแฮมเป็นนครที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอังกฤษ มีประชากรราวหนึ่งล้านคน มีขนาดเท่ากับประเทศขนาดเล็กในทวีปยุโรปอย่างเดนมาร์กหรือนอร์เวย์ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศอังกฤษ ไม่มีทางออกไปยังทะเลและปราศจากทรัพยากรธรรมชาติใดๆ

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์
readWORLD

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์

มหานครแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางระดับโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงสี่หมื่นแปดพันล้านปอนด์ มีประชากร 2.6 ล้านคนและธุรกิจกว่า 90,000 แห่ง

8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ
readWORLD

8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ

ตัวอย่างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีแนวคิดแปลกใหม่ ซึ่งพรมแดนที่กั้นแบ่งการเรียนรู้ การทำงาน และการดำเนินชีวิตถูกลดเลือนเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

1870
206
|Read : 15 min
262
13
11
154
|Read : 7 min
48
|Read : 5 min
397
|Read : 5 min