เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

ฟินแลนด์กับความสำเร็จทางด้านการศึกษา

ฟินแลนด์กับความสำเร็จทางด้านการศึกษา

1894 | อ่าน : 15 นาที

VERSTAS_SAUNALAHTI_2212.jpgPhoto : Andreas Meichsner

 

          ฟินแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพด้านการศึกษาที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกจากโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ผลการประเมิน PISA ใน พ.ศ.2558 พบว่า ฟินแลนด์ มีผลการประเมินการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 5 (531 คะแนน) ผลการประเมินการรู้เรื่องการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 4 (521 คะแนน) และผลการประเมินการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 12 (531 คะแนน) ส่วนประเทศไทยนั้นผลการประเมินการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 54 (421 คะแนน) ผลการประเมินการรู้เรื่องการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 57 (409 คะแนน) และผลการประเมินการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 54 ( 415 คะแนน)

          ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ จะเริ่มต้นตั้งแต่ Daycare หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสำหรับเด็กอายุ 8 เดือน – 5 ปี เนื่องจากการศึกษาในช่วงวัยเด็กเป็นช่วงที่จำเป็นและสำคัญมากที่สุด เพราะจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งจากการวิจัยทางประสาทวิทยา พบว่าร้อยละ 90 ของการเจริญเติบโตของสมองเด็กจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี ดังนั้นเด็กชาวฟินแลนด์ส่วนมากต้องเริ่มต้นการศึกษาตั้งแต่ Daycare แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ปกครองบางส่วนที่ไม่อยากส่งลูกเล็กไป Daycare เนื่องจากเป็นห่วงด้านความปลอดภัย ดังนั้นจึงมีทางเลือกพิเศษอีกทางหนึ่งคือการดูแลลูกที่บ้าน โดยการปรับปรุงบ้านให้เป็น Daycare ซึ่งทางเทศบาลจะมีงบประมาณสนับสนุนให้แก่ผู้ปกครองที่ปรับปรุงบ้านให้เป็น Daycare และจะมีการสุ่มตรวจอยู่เสมอว่ามีผลสำเร็จในการจัดการศึกษามากน้อยเพียงใด 

          เด็กประเทศฟินแลนด์ เมื่ออายุครบ 6 ปี จะเข้าเรียนในโรงเรียน Pre-School/Kindergarten เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา โดยจะมีการเรียนอ่านเขียนหนังสือกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการฝึกตนเองให้เป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน เข้าใจในความต้องการของผู้อื่น และมีทัศนคติในแง่บวกต่อคนรอบข้างและวัฒนธรรมอื่น ๆ ต่อมาเมื่ออายุครบ 7 ปี จะต้องเข้ารับการศึกษาในภาคบังคับ ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 9 ปี ตั้งแต่เกรด 1-9 (ประมาณ ป.1-ม.3 ของประเทศไทย) โรงเรียนส่วนมากเป็นโรงเรียนรัฐบาล และมีการเรียนการสอนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ส่วนโรงเรียนเอกชนมีค่อนข้างน้อย ซึ่งมีการเรียนการสอนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายเช่นกัน ทั้งนี้ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการเรียนในช่วงนี้คือ โรงเรียนในฟินแลนด์จะไม่มีหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่ง เพราะถือว่าเด็กทุกคนควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมกันอย่างเท่าเทียม และการให้ความสำคัญแก่เด็กที่เรียนอ่อนมากกว่าเด็กที่เรียนเก่ง

          บรรยากาศการเรียนการสอนนั้น ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนไม่เกิน 20 คน สัปดาห์หนึ่งเรียน 4-11 วิชา และเรียนวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง เช่น ภาษาฟินแลนด์ ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ พลศึกษา ศิลปะ หัตถกรรม เป็นต้น และที่สำคัญโรงเรียนมีรถนักเรียนไปรับส่งนักเรียนโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และเมื่อจบเกรด 9 ถือว่าจบการศึกษาภาคบังคับและนักเรียนจะเรียนต่อหรือไม่ก็ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อก็จะสามารถเลือกเรียนได้ 2 ทางคือ

          1. โรงเรียนมัธยมปลาย คือ เรียนเกรด 10-12 เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในสายวิชาการ เช่น แพทยศาสตร์ ครุศาตร์ นิติศาสตร์

          2. โรงเรียนสายอาชีพ เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการฝึกทักษะวิชาชีพ และเมื่อเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมปลายหรือโรงเรียนสายอาชีพแล้ว ก็สามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั่วไป และ โพลีเทคนิคต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาเรียน 3-4 ปี เมื่อเรียนจบปริญญาตรี สามารถเรียนต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้ ปัจจุบันฟินแลนด์มีมหาวิทยาลัยประมาณ 20 แห่ง และมีโพลีเทคนิคประมาณ 30 แห่ง (ฟินแลนด์ ทำไมจึงมีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก, 2559)

VERSTAS_SAUNALAHTI_in02.jpgบรรยากาศในห้องเรียน Saunalahti School 
Photo : Andreas Meichsner

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การศึกษาของประเทศฟินแลนด์ประสบความสำเร็จ

          Sophia Faridi นักการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ ของความสำเร็จทางด้านการศึกษาของฟินแลนด์ ดังนี้

          1. การเรียนที่ฟินแลนด์เน้นไปที่การเล่นมากกว่า เพราะคิดว่าเด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีผ่านการเล่นและการค้นพบด้วยตนเอง ครูจึงไม่เพียงแต่อนุญาตให้เล่นได้ แต่ยังสนับสนุนให้เด็ก ๆ เล่นด้วย จึงไม่แปลกที่แม้จะอยู่ระดับมัธยมศึกษาแล้ว ยังจะเห็นเด็กโตนั่งเล่นวิดีโอเกมที่ student center

          2.  การสอบไม่ได้เป็นไปแบบเอาเป็นเอาตาย โรงเรียนที่ฟินแลนด์เชื่อว่า หากต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือจนไม่มีเวลา จะทำให้ไม่มีเวลาคิดอย่างอิสระ แต่จะมีการประเมินความรับผิดชอบของเด็กตลอดการเรียนการสอนแทน

          3. ความเชื่อใจ เป็นสิ่งที่ Faridi เห็นว่าแตกต่างที่สุดจากประเทศอื่น ๆ เพราะรัฐบาลของฟินแลนด์เชื่อมั่นในเขตการปกครองย่อย ๆ ของตนเอง และหน่วยปกครองย่อยก็เชื่อมั่นในโรงเรียน รวมไปถึงครู ครูก็ไว้ใจนักเรียน ผู้ปกครองก็เชื่อมั่นในความสามารถของครูมาก เทียบเท่ากับอาชีพแพทย์

          4. แต่ละโรงเรียนไม่แข่งกันเอง ไม่มีการจัดลำดับโรงเรียน เพราะเชื่อว่าทุกโรงเรียนนั้นดีเท่ากัน

          5. การคัดเลือกครูเข้มงวดมาก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ครูได้รับความไว้วางใจ และต้องเป็นเด็กเรียนเก่งเท่านั้นถึงจะได้เป็นครู นอกจากนี้ยังต้องผ่านการสัมภาษณ์ด้านศีลธรรม ในด้านแรงบันดาลใจในการเป็นครูและจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทเท่านั้น

          6. เวลาส่วนตัวของเด็กนั้นสำคัญมาก เพราะทุก ๆ 45 นาที เด็กจะมีสิทธิพักส่วนตัว 15 นาทีตามกฎหมาย เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้นั้นจะสำเร็จได้หากผู้เรียนได้รับการผ่อนคลายเป็นช่วงเวลา

          7. เด็กไม่ต้องเข้าโรงเรียนจนถึงอายุ 7 ขวบ และระยะเวลาเรียนระหว่างวันไม่ยาวนานเกินไป เช่น ระดับประถมศึกษาเรียนประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน

          8. เน้นที่คุณภาพชีวิต ระบบการศึกษาฟินแลนด์เชื่อว่า ครูที่มีความสุขคือครูที่ดี และครูที่ทำงานหนักเกินไปจะไม่ใช่ครูของพวกเขา ซึ่งครูควรสอนประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

          9. เรียนสายไหนก็ได้รับการยอมรับ หลังจากอายุ 16 ปี เด็กสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนสายสามัญหรืออาชีพ แต่ทั้งสองสายจะได้รับการยอมรับสูงในสังคมฟินแลนด์ และสามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้  

          10. ระบบการศึกษามีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนตามหลักสูตร และตามที่ครูจะสร้างสรรค์แต่ยังอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

          11. จะไม่มีการตัดสินผลการใช้เกรดเฉลี่ยมาเป็นตัวแบ่งแยกความภาคภูมิใจให้แก่เด็ก เพราะเน้นการเรียนรู้มากกว่า

          12. สอนจริยธรรมตั้งแต่ยังเล็ก แม้เด็กเล็กจะเรียนจริยธรรมจากห้องเรียนสอนศาสนาอยู่แล้ว แต่ก็จะมีนักเรียนบางส่วนที่ไม่นับถือศาสนา ก็จะต้องเข้าเรียนวิชาจริยธรรม

          13. จัดสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างครูและนักเรียน โดยแต่ละห้องเรียนนั้นอาจมารวมกันในพื้นที่หนึ่ง ๆ เพื่อที่จะให้เด็กต่างระดับชั้นได้ร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันโดยไม่แบ่งแยก รวมถึงครูยังได้ร่วมกันช่วยเป็นที่ปรึกษาให้เด็กเหล่านี้ด้วย (13 ข้อ ที่การศึกษาฟินแลนด์ ประสบความสำเร็จ, 2559 ) 

 

เปรียบเทียบครู การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลของประเทศฟินแลนด์กับประเทศไทย

          Pasi Sahlberg ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาชาวฟินแลนด์กล่าวว่า ในด้านการเรียนการสอนครูฟินแลนด์ มีวิธีสอนแบบองค์รวมคือมองว่าเด็กทุกคนมีความสามารถ และไม่ใช้การสอบเพื่อการประเมินคุณภาพนักเรียน เช่น เด็กที่นับเลขไม่ได้ แต่มีความสามารถทางด้านศิลปะหรือดนตรี หรือเป็นเด็กที่ใส่ใจกับผู้คนรอบด้าน ล้วนได้รับความสำคัญจากครูที่มองว่าพวกเขาเป็นเด็กที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน ซึ่งครูเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ โดยครูส่วนใหญ่ มีวุฒิการศึกษาปริญญาโท และเน้นด้านการวิจัยเป็นหลัก ดังนั้น ในแต่ละปีมีคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสมัครเป็นครูในโรงเรียนประถมมากขึ้น 10 เท่าของทุกปี ส่วนในด้านหลักสูตรให้อิสระแก่โรงเรียนในการกำหนดวิธีการสอนได้เอง และพึ่งพาส่วนกลางให้น้อยลง โดยโรงเรียนต่าง ๆ สามารถกำหนดการเรียนการสอนได้ในระดับหนึ่ง มีบุคลากรและนักเรียนเป็นผู้ร่วมออกแบบการเรียนการสอนในขณะที่รัฐบาลส่วนกลางจะทำหน้าที่ควบคุมวิธีการจัดการและงบประมาณ ซึ่งการเรียนการสอนในลักษณะนี้จะทำให้นักเรียนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขาเรียนที่โรงเรียน และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง (ความเสมอภาค หัวใจสำคัญความสำเร็จการศึกษาในฟินแลนด์, 2559) ดังนั้นการวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์เพื่อนำมาพัฒนาระบบการศึกษาไทยพบข้อสรุปต่าง ๆ ดังนี้


          งานบริหารบุคคลของข้าราชการครู

          ฟินแลนด์

          ครูฟินแลนด์ได้รับเงินเดือนสูง โดยเทศบาลจะเป็นผู้พิจารณาระดับเงินเดือนของครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ส่วนสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ส่วนครูแต่ละคนจะได้รับเงินเดือนตามภารกิจและผลงานซึ่งครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ อธิการบดี เป็นผู้พิจารณา โดยมีสมาคมวิชาชีพครู สหภาพครู เข้ามาดูแลเจรจาต่อรองได้ อัตราเงินเดือนนี้องค์กรท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดสรร ส่วนรัฐบาลจะสนับสนุนเพียงบางส่วน ครูมีชั่วโมงของการทำงานประมาณ 600 ชั่วโมงต่อปี หรือประมาณ 4 บทเรียนต่อวัน  

          ไทย

          ครูไทยเงินเดือนไม่สูงมาก ผู้บริหารสถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้พิจารณาเงินเดือน และรัฐบาลสนับสนุนเงินเดือนทั้งหมด

 

          ความก้าวหน้าทางวิชาชีพครู

          ฟินแลนด์

          สำนักงานสภาการศึกษา กระทรวงการศึกษาและวัฒนธรรมฟินแลนด์จะกำกับมาตรฐานคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นที่ฐานและจัดบริการฝึกอบรมพัฒนาตลอดชีวิตการเป็นครู ส่วนโรงเรียนจะส่งครูไปฝึกอบรมพัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ฟินแลนด์ได้ยกเลิกการใช้ศึกษานิเทศก์ไปแล้วเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา โดยได้เน้นการสร้างความเข้มแข็งของผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งได้ทุ่มเทในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยการจัดการเรียนการสอน และการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างฐานข้อมูลและพัฒนานวัตกรรมใหม่

          ไทย

          ครูไทยมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพครู โดยการทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะด้วยตนเอง เพิ่งก้าวเข้าสู่ระบบใบประกอบวิชาชีพครูและยังใช้ศึกษานิเทศก์ในการสร้างความเข้มแข็งของผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัย เพื่อสร้างฐานข้อมูลและพัฒนานวัตกรรมใหม่

 

          การปฏิรูปการศึกษา

          ฟินแลนด์

          ฟินแลนด์ปฏิรูปหลักสูตรโดยเน้นให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และเน้นความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน ผู้ปกครอง และองค์กรที่เข้ามาช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยกำหนดนโยบายการศึกษา คือการศึกษาเพื่อทุกคนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

          การบริหารการศึกษาของฟินแลนด์ คือ ความไว้วางใจกันและการมีความรับผิดชอบ ดังนี้

          1) โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณะในชุมชนอย่างแท้จริง เทศบาลเป็นผู้กำหนดขอบเขตภารกิจ อำนาจ และระบบการบริหารของโรงเรียน เทศบาลสามารถตัดสินใจวิธีการใช้งบประมาณ เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน

          2) ไม่มีผู้ตรวจโรงเรียน แต่มีการสำรวจ เพื่อติดตามผลการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเป็นการสุ่มตัวอย่างโรงเรียน และเลือกติดตามเฉพาะวิชาที่มีความสำคัญ เช่น การอ่าน การคำนวณ จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและวัฒธรรม ทั้งนี้ เพื่อนำผลการเรียนรู้ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนต่อไป ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดการศึกษาระดับชาติแห่งฟินแลนด์ กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม  

          3) ไม่มีการสอบกลางระดับชาติ ยกเว้นการทดสอบกลางสำหรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะทดสอบ 3 วิชา วิชาภาษาแม่เป็นวิชาบังคับ และเลือก 3 วิชา ระหว่างวิชาภาษาราชการที่สอง ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ หรือวิชาการศึกษาทั่วไปอื่น ๆ เช่น มนุษยศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ    เมื่อสอบผ่านนักเรียนจะรับประกาศนียบัตร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลการทดสอบ คะแนน และระดับที่ได้

          4) การกำหนดเวลาเรียน กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 190 วัน ต่อปี ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน โดยเทศบาลแต่ละแห่งสามารถกำหนดวันเปิด ปิด และวันหยุดพิเศษตามวัตนธรรมและบริบทของท้องถิ่นได้

          5) หลักสูตรแกนกลางกำหนดไว้สำหรับให้โรงเรียนสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทได้ โดยกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาหลักของแต่ละวิชา หลักการวัดและประเมินผล การจัดการศึกษาพิเศษ สวัสดิภาพนักเรียน การแนะแนวและช่วยเหลือดูแลนักเรียน หลักการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ หลักในการทำงานด้านการศึกษา และทฤษฎีการเรียนรู้ โดยจะปรับปรุงทุก ๆ 10 ปี

          6) ครูสามารถเลือกวิธีสอน วิธีการวัดและประเมินผล สื่อ และหนังสือได้อย่างอิสระ ครูสอนน้อยแต่สอนเชิงลึก โดยระบบการศึกษาของฟินแลนด์มั่นใจในคุณภาพของครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างมากคือครูจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิธีการสอน และเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงเท่านั้นที่จะเข้าสู่วิชาชีพนี้

          นักเรียนเรียนเนื้อหาไม่มาก แต่เรียนเชิงลึก การบ้านน้อย เน้นการมีส่วนร่วมและการปฎิบัติมากจำนวนนักเรียนต่อห้องน้อย ครูดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ครูตามสอนนักเรียน 3-6 ปี อย่างต่อเนื่อง ทำให้รู้จักผู้เรียนอย่างใกล้ชิด

          ไทย

          ประเทศไทยปฏิรูปหลักสูตร โดยเน้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยกำหนดนโยบายการศึกษา คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย มีคุณภาพ และมาตรฐานระดับสากล บนพื้นฐานของความเป็นไทย

          ประเทศไทยบริหารจัดการศึกษา ดังนี้

          1) ส่วนกลางสนับสนุนและกำหนดแนวทางการใช้งบประมาณ เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน

          2) หน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กำกับ ติดตามผลการดำเนินการของโรงเรียน

          3) มีการทดสอบระดับชาติ ทั้ง การทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)

          4) การกำหนดเวลาเรียน กำหนดไว้ 200 วัน ต่อปี ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมีนาคม โดยส่วนกลางจะเป็นผู้กำหนดวันเปิด ปิด ภาคเรียน

          5) กำหนดหลักสูตรแกนกลางเป็นกรอบทิศทางสำหรับให้โรงเรียนสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทได้ และจะปรับปรุงเป็นระยะ ๆ แต่ในทางปฏิบัติสถานศึกษายังขาดความรู้ ความสามารถในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และครูชินกับหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาและการใช้ตำราเรียน

          หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีลักษณะเป็นหลักสูตร อิงมาตรฐาน (Standards-Based Curriculum) มีมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเป็นตัวกำหนดคุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยหลักสูตรแกนกลางฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ การศึกษาต่อ การดำรงชีวิต การทำงาน และการประกอบอาชีพรวมทั้งมีเจตคติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรรม และค่านิยมที่ดี ในการจัดการเรียนรู้ยึดหลักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียนกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม ผู้สอนต้องพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของผู้เรียน การกำหนดบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายและการออกแบบการวัดและประเมินผล เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้

          6) ครูสามารถเลือกวิธีสอน วิธีการวัดและประเมินผล สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ และหนังสือได้อย่างอิสระ แต่ครูสอนมาก สอนตามหนังสือเรียน เน้นการท่องจำ 

          7) นักเรียนเรียนเนื้อหามาก การบ้านมากเกินไป การมีส่วนร่วมและการปฏิบัติไม่มาก จำนวนนักเรียนต่อห้องมาก (เปรียบเทียบการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย กับประเทศฟินแลนด์, 2559)

ความแตกต่างระหว่าง

การศึกษาฟินแลนด์ VS การศึกษาไทย

การศึกษาฟินแลนด์

การศึกษาไทย

มีข้อสอบวัดมาตรฐานน้อย
มีแค่สอบ College admissions และ entrance exam (แต่ได้คะแนน PISA สูงเป็นอันดับต้นๆ)

ทุกหน่วยงานช่วยกันดูแล
ทั้งรัฐและเอกชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบการศึกษา ส่วนใหญ่จึงมีแต่โรงเรียนรัฐบาลคุณภาพสูง

อาชีพครูเป็นยาก
และเงินเดือนสูงพอๆกับแพทย์แต่การจะได้เป็นนั้น
ก็ยากพอกันคุณภาพครูจึงดี

เริ่มเรียนช้า
ชาวฟินแลนด์เริ่มเรียน 7 ขวบ ในขณะที่ประเทศอื่น 3-4 ขวบ

การบ้านน้อย
และจะเริ่มมีการบ้านจริง ๆ จังๆ เมื่อถึงวัยรุ่น 13 -14 ปี

ไม่กังวลกับเรื่องไร้สาระ

ทรงผม เครื่องแบบ พิธีกรรมหน้าเสาธง ที่ฟินแลนด์ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ

มีทั้งสอบ  
GAT, PAT, สอบตรง, สอบกลาง, แอดกลาง, กสพท, O-Net , LSA ฯลฯ

ไม่มีหน่วยงานไหนทำอะไรสักอย่าง
ถ้าเซ็นเอกสารแล้วมันจะดีขึ้น โลกคงมีแต่คนมีการศึกษาไปแล้ว

อาชีพครูเป็นอาชีพรอง
ถ้าสอบคณะอื่นไม่ได้ก็มาคุรุดีกว่า

รีบกันส่งลูกเข้าโรงเรียน
ซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด สมองคนเราในวัยเด็กห่างกันแค่ปีเดียวก็มีศักยภาพต่างกันแล้ว จึงอาจเป็นปมด้อยตั้งแต่เด็กว่า “เก่ง” ไม่เท่าเพื่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยากกว่า “เรียนไม่ทัน”

การบ้าน การบ้าน การบ้าน
แล้วก็เอาไปลอกตอนเช้าทุกวัน

เน้นพิธีกรรมสัพเพเหระ
พิธีกรรมหน้าเสาธงกลางแดดจ้า, ยึดถึงเท้าสั้น, ไถหัวเกรียน, เล็มผมซอย, ทำโทษนักเรียนมาสายโดนตีโดนด่าว่า, กางเกงสั้นไม่ได้เลย, ห้ามผูกโบว์สีอื่น, ห้ามใช้กระเป๋าอื่นนอกจากที่โรงเรียนให้ซื้อ, กระโปรงสั้นโดนหาว่าทำอาชีพเสริม, ห้ามไว้ปอยผมออกมา ฯลฯ

การศึกษาอยู่อันดับต้นของโลก

การศึกษาอยู่อันดับโหล่ของโลก

ที่มาข้อมูลตาราง เว็บไซต์ Dekdee.com

บทสรุปและข้อเสนอแนะจากผู้ศึกษา

          จากข้อมูลระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นรูปแบบวิธีการหนึ่งที่ประเทศไทยจะได้นำมาปรับใช้กับการศึกษาไทยได้อย่างเหมาะสม โดยสาระสำคัญที่ทำให้การศึกษาประสบความสำเร็จมีดังนี้

          1. เด็กจะเริ่มต้นการศึกษาที่ Daycare หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพราะการศึกษาในช่วงวัยเด็กเป็นช่วงที่จำเป็นและสำคัญมากที่สุด อันจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่และจะได้เข้ารับการศึกษาภาคบังคับเมื่ออายุ 7 ปี

          2. เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยไม่มีการคัดแยกนักเรียนไปตามความสามารถทางวิชาการหรือตามผลการสอบ

          3. ไม่มีการสอบกลางระดับชาติ ยกเว้นการทดสอบกลางสำหรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะทดสอบ 3 วิชา วิชาภาษาแม่เป็นวิชาบังคับ และเลือก 3 วิชา ระหว่างวิชาภาษาราชการที่สองภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ หรือวิชาการศึกษาทั่วไป

          4. ครูฟินแลนด์ต้องจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อยและได้รับคัดเลือกมาจากเด็กเรียนเก่ง ครูสอนวันละ 4 ชั่วโมง และครูทุกคนได้รับการพัฒนาวิชาชีพครูสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ครูสามารถเลือกวิธีสอน วิธีการวัดและประเมินผล สื่อ และหนังสือได้อย่างอิสระ ครูสอนน้อยชั่วโมงแต่สอนเชิงลึก

          5. หลักสูตรและการเรียนการสอนให้อิสระแก่โรงเรียนโดยสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทได้โดยกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาหลักของแต่ละวิชา หลักการวัดและประเมินผล การจัดการศึกษาพิเศษ สวัสดิภาพนักเรียน การแนะแนวและช่วยเหลือดูแลนักเรียน หลักการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ หลักในการทำงานด้านการศึกษา และทฤษฎีการเรียนรู้ โดยจะปรับปรุงทุก ๆ สิบปี โดยรัฐบาลส่วนกลางจะทำหน้าที่ควบคุมวิธีการจัดการและงบประมาณ

          6. ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนไม่เกิน 20 คน สัปดาห์หนึ่งเรียน 4-11 วิชา มีการเรียนการสอนวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง 

          ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจแต่การนำมาปรับใช้กับประเทศไทยอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากความแตกต่างทั้งในด้านนโยบาย งบประมาณ หลักสูตร ประชากรและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การกระจายทรัพยากรทางการศึกษาไม่เป็นธรรมยังเป็นปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ ดังนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ดีว่าวิธีการใดสามารถที่จะนำมาใช้กับประเทศไทยได้บ้าง เพื่อให้เกิดแนวความคิด ทางเลือก และการพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป 

 

บรรณานุกรม

ความเสมอภาค หัวใจสำคัญความสำเร็จการศึกษาในฟินแลนด์. (10 ธันวาคม 2559).

สืบค้น 26 มกราคม 2560 จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/440763.html

เปรียบเทียบการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย กับประเทศฟินแลนด์. (20 มกราคม 2559)

สืบค้น 27 มกราคม 2560 จาก http://curriculum51.net/upload/20160120052823.pdf

เปรียบเทียบระบบการศึกษาระหว่างไทยกับฟินแลนด์. (28 มีนาคม 2556). สืบค้น 27 มกราคม 2560

จาก http://www.dek-d.com/board/view/2717742

ฟินแลนด์ ทำไมจึงมีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก. (12 มกราคม 2560). สืบค้น 27 มกราคม 2560

จาก http:/lripsm.wixsite.com21st/untitled-cvqu

สรุปผลการวิจัย PISA 2015. (12 มกราคม 2560). สืบค้น 27 มกราคม 2560

จาก http://drive.google.com/file/d/0BwqFSkq5b7zSZFU1YkhnWGlqWDQ/view

13 ข้อที่การศึกษาฟินแลนด์ ประสบความสำเร็จ. (2 กุมภาพันธ์ 2559). สืบค้น 27 มกราคม 2560

จาก http://blog.eduzones.com/kloyfaiiphattaraporn/155170   

 

ที่มาเนื้อหา

ปรับปรุงจากบทความชื่อเดียวกันนี้ เขียนโดย นายสุริยา ฆ้องเสนาะ วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์หอสมุดรัฐสภา 

(https://library2.parliament.go.th/ebook/content-issue/2560/hi2560-009.pdf) โดยได้รับอนุญาตจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและผู้เขียนแล้ว

5 กุมภาพันธ์ 2563

บทความแนะนำ

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561
readWORLD

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561

ตอนที่ 1 การนำเสนอผลสำรวจการอ่านของประชากร

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization
readWORLD

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ทำความรู้จักกับอาชีพนี้ ผ่านชีวิตและผลงานของฮานส์ โรสลิ่ง

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1)  หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน

มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าหนังสือและวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์กำลังใกล้จะถึงจุดจบแล้ว พวกเขาชี้ให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และมีการแปลงวารสารวิชาการส่วนใหญ่ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์
readWORLD

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์

มหานครแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางระดับโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงสี่หมื่นแปดพันล้านปอนด์ มีประชากร 2.6 ล้านคนและธุรกิจกว่า 90,000 แห่ง

MadLab – CoderDojo พื้นที่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในแมนเชสเตอร์
readWORLD

MadLab – CoderDojo พื้นที่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในแมนเชสเตอร์

วางรากฐาน Digital Economy ด้วยการส่งเสริมพื้นที่เรียนรู้ทักษะดิจิทัล

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน

นักปราชญ์บางท่านเคยกล่าวไว้ว่า ข้อดีของอนาคตคือมันยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราได้อธิบายละเอียด ณ ที่นี้ไม่ได้เป็นสถานการณ์เพียงแบบเดียวที่อาจเกิดขึ้นกับหนังสือและห้องสมุดในอนาคต หนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มอาจจะไม่ได้หายไปหรือจะไม่หายไปในเร็วๆ นี้ก็ได้

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ
readWORLD

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่บรรณารักษ์และห้องสมุดควรทำความเข้าใจ

ภารกิจของคนทำงานห้องสมุดจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้และการเรียนรู้ส่วนบุคคล

287
|อ่าน : 7 นาที
6305
265
409
|อ่าน : 7 นาที
234
|อ่าน : 5 นาที
245
299
|อ่าน : 7 นาที
1640
|อ่าน : 7 นาที