เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

History of ‘Self’ ประวัติศาสตร์แห่งตัวตน ตัวฉัน ตัวเรา ตั้งแต่ปรัชญากรีกถึง Sigmund Freud

History of ‘Self’ ประวัติศาสตร์แห่งตัวตน ตัวฉัน ตัวเรา ตั้งแต่ปรัชญากรีกถึง Sigmund Freud

1408

cover-(7).jpg

          “Know Thyself” (“จงรู้จักตัวเอง”)
          - จากข้อความที่สลักอยู่ข้างวิหารเดลฟี แห่งกรุงเอเธนส์ -


          เคยถามตัวเองไหมว่า ‘เราผู้เป็นมนุษย์นั้นมีความแตกต่างจากสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างไร’ แน่นอนว่าเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่างสปีชีส์กัน เราเดินด้วยขาสองขา เราเดินหลังตรง และเราใช้นิ้วโป้งของเราได้
          แต่นอกจากสภาพร่างกายที่ต่างกันแล้ว มนุษย์กับสัตว์มีอะไรที่แตกต่างกันไปอีกบ้าง?
          หากถามคำถามนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษย์อย่างนักมานุษยวิทยา นักปรัชญา นักสังคมศาสตร์ หรือนักจิตวิทยา คำตอบที่ได้ก็จะเป็นข้อสรุปที่ว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นมีการ ‘ตระหนักรู้’ ไม่ใช่แค่สรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเท่านั้น แต่ยังตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของตัวเองในโลกด้วย มนุษย์มีสำนึกรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ร่างกายของตัวเองเป็นอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือการตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของตัวตนของตัวเอง หรือที่เรียกว่า ‘Self-conscious’ นั่นเอง
          การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของตัวตนของเราในโลกนั้นหาใช่แค่การรู้ว่ามีตัวตนของเราอยู่ในโลก เหมือนเวลาที่เรามองดูตัวเองในกระจกหรือรูปถ่ายของตัวเอง แล้วก็รู้ว่า ‘อ๋อ นี่ล่ะตัวเรา’ เท่านั้น แต่เป็นการที่เราตระหนักรู้ถึงตัวตนของเราที่มีความแตกต่างไปจากตัวตนของผู้อื่น เราเป็นเจ้าของตัวตนที่ประกอบขึ้นมาจากร่างกายและความคิดนี้ การที่เราเปล่งคำว่า ‘ฉัน’ ‘ของฉัน’ หรือ ‘เรา’ ออกไป ก็คือส่วนหนึ่งของการตระหนักรู้ถึงตัวเองผ่านภาษา ...ฉันที่กำลังพูดสิ่งนี้ออกไปคือฉันที่ต่างไปจากคนอื่น และมีเพียงแค่ฉันแบบนี้คนเดียวในโลกเท่านั้น
           แต่กว่าที่เราจะตระหนักรู้ถึงตัวตนและสามารถพูดคำว่า ‘ฉัน’ ออกไปได้อย่างง่ายดายแบบทุกวันนี้ บรรพบุรุษหรือมนุษย์รุ่นก่อนหน้าเราเขาได้ผ่านกระบวนการคิดและการตั้งคำถามถึง ‘ตัวตน’ ของเรากันมาอย่างเคี่ยวกรำและยาวนาน ย้อนกลับไปได้เป็นพันๆ ปี และจนถึงทุกวันนี้ กระบวนการศึกษาตัวตนของมนุษย์นั้นก็ยังไม่จบสิ้น ...เราในฐานะมนุษย์ยังคงเรียนรู้การเป็นมนุษย์หรือตัวเราเองกันต่อไป
          แล้วคำว่า ‘ตัวตน’ ‘ตัวเอง’ ‘ตัวฉัน’ ‘ตัวเรา’ เริ่มเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีความสำคัญอย่างไรกับการเป็น ‘ตัวตน’ ‘ตัวเอง’ ‘ตัวฉัน’ ‘ตัวเรา’ ในปัจจุบัน เรามาลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การศึกษาค้นหาตัวตนของมนุษย์ ตั้งแต่ในสำนักปรัชญาของ Plato จนถึงยุคการค้นหาตัวตนผ่านจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud กัน

01-(14).jpg          Platonism ตัวตนของเราในฐานะสิ่งสร้างสรรค์จากเทพเจ้า
          ย้อนกลับไปในยุคสมัยของกรีกโบราณ อันเป็นต้นกำเนิดของกระแสธารปรัชญาตะวันตก และจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ Socrates ผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก ได้นำเสนอความเชื่อที่ว่า ในมนุษย์ทุกคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตวิญญาณ’ (Soul) ซึ่งดำรงอยู่แยกจากร่างกายของมนุษย์ โดยเมื่อมนุษย์ตายลง ดวงจิตนั้นก็จะเดินทางไปสถิตย์อยู่ในโลกหลังความตายที่ปกครองโดย Hades เทพเจ้ากรีกผู้ปกครองยมโลก
           ความเชื่อเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่แยกส่วนกับร่างกายนี้ก็เป็นความเชื่อที่สืบทอดมาจากวรรณกรรมของ Homer กวีชาวกรีกผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 484 - 452 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของตำนานปกรณัมกรีกทั้งหมดที่เราคุ้นเคยกันดี โดย Socrates ก็รับเอาความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณอันเป็นอมตะที่สละละทิ้งร่างกายแล้วเดินทางสู่โลกหลังความตายจาก Homer มาเป็นพื้นฐานในการครุ่นคิดถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ต่อไป
            หาก Homer และ Socrates เป็นผู้เริ่มตั้งคำถามถึงแก่นตัวตนของมนุษย์ ลูกศิษย์ของ Socrates อย่าง Plato ก็คือผู้ที่รับเอาแนวคิดของอาจารย์มาครุ่นคิดต่อ จนกลายเป็นหมุดหมายแรกของการตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของ ‘ตัวตน’ ของมนุษย์ที่ส่งอิทธิพลต่อนักคิดและวิธีการมองตัวตนของเราในปัจจุบัน โดย Plato ได้รับเอาแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณของ Socrates มาคิด แล้วตั้งสมมติฐานต่อไปว่า จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นคือสิ่งสร้างสรรค์จากเทพเจ้า (Divine) ซึ่งเป็นอมตะ และดำรงอยู่ไม่ใช่แค่หลังจากมนุษย์ตายลง แต่อยู่มาตั้งแต่มนุษย์จะเกิด ไม่ว่ามนุษย์จะเผชิญกับวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดมาเท่าไหร่ แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่เสมอ ไม่ดับสูญ
           แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้แนวคิดเรื่องจิตวิญญาณหรือ Soul ของ Plato ส่งอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องตัวตนในปัจจุบัน ก็คือการที่ Plato นำเสนอว่า จิตวิญญาณนั้นคือสารัตถะ (Essence) หรือต้นกำเนิดของความนึกคิดของมนุษย์ (ซึ่งจะต่างจากแนวคิดและการศึกษาในปัจจุบันที่มองว่า ‘สมอง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ คือศูนย์ควบคุมความคิด อารมณ์ และเป็นต้นกำเนิดของความคิดต่าง ๆ ของมนุษย์) โดยจิตวิญญาณนั้นหาได้ต้องใช้ส่วนใดของร่างกายในการนึกคิด Plato เชื่อว่า แม้ว่าร่างกายดับสลายลง แต่จิตวิญญาณก็ยังคิดเองได้ และที่สำคัญที่สุด Plato เชื่อว่า จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีความสูงส่งขนาดที่จะเข้าถึงมิติหนี่งซึ่งเป็นความจริงสูงสุดที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าถึงหรือรับรู้ได้ผ่านความรู้สึกทางร่างกาย แต่มีเพียงจิตวิญญาณเท่านั้นที่จะเข้าถึงและรับรู้ได้
           แนวคิดเรื่องจิตวิญญาณที่ตัดขาดจากร่างกายของ Plato นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคิดเรื่องตัวตนในยุคถัด ๆ มา เพราะหลังจากนั้น การศึกษาเรื่องตัวตนหรือ Self ของมนุษย์นั้นก็จะตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า จิตวิญญาณกับร่างกายนั้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อถกเถียงเรื่อยไปในประวัติศาสตร์การค้นหาตัวตนของมนุษย์

02-(13).jpg          Aristotle: ร่างกายคือ ‘รูป’ ของจิตวิญญาณ
          ในขณะที่ Plato เชื่อว่า ร่างกายกับจิตวิญญาณดำรงอยู่แยกกัน ลูกศิษย์ของ Plato อย่าง Aristotle กลับเชื่อในทางตรงกันข้าม โดย Aristotle เชื่อว่า จิตวิญญาณและร่างกายของมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยที่จิตวิญญาณคือศูนย์กลางที่ควบคุมกิจกรรม การกระทำ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพทุกอย่างของสิ่งมีชีวิต Aristotle เชื่อว่า แม้กระทั่งสัตว์และพืชก็มีจิตวิญญาณ เพราะสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตามที่เติบโตหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั้นล้วนเป็นผลมาจากจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณคือรูปแบบ (form) หรือโครงสร้างในการสร้างความเป็นตัวเรา ร่างกายก็คือผลลัพธ์ที่เห็นได้ด้วยตา (matter) ของโครงสร้างนั้นนั่นเอง
          Aristotle เชื่อว่าจิตวิญญาณมี 3 รูปแบบ คือ จิตวิญญาณแห่งการเติบโต (nutritive soul), จิตวิญญาณแห่งผัสสะ (sensitive soul) และจิตวิญญาณแห่งเหตุผล (rational soul)
          จิตวิญญาณแห่งการเติบโต (nutritive soul) คือจิตวิญญาณขี้นพื้นฐานที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ตั้งแต่คน สัตว์ จนถึงพืช หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าสิ่งใดก็ตามที่มีการเกิด เจริญเติบโต และดับสูญหรือตายไป ล้วนเป็นผลมาจากจิตวิญญาณในด้านการเติบโตนี้
         จิตวิญญาณแห่งผัสสะ (sensible soul) คือจิตวิญญาณแห่งการรับรู้ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เรารับรู้ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว รวมไปทั้งความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ หรือความเจ็บปวด โดยจิตวิญญาณนี้เป็นส่วนที่มนุษย์และสัตว์ส่วนใหญ่มีร่วมกัน แต่พืชจะไม่มี
          จิตวิญญาณแห่งเหตุผล (rational soul) คือจิตวิญญาณที่สถิตย์อยู่ในมนุษย์เท่านั้น จิตวิญญาณนี้เองที่ทำให้เราสามารถคิดอะไรได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดย Aristotle ยังได้แบ่งจิตวิญญาณประเภทนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่รับเอาประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ เก็บไว้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่ใช้ในการประมวลผลและเกิดเป็นความคิด ทำให้เราสามารถนำเอาประสบการณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ที่เราเก็บไว้ในส่วนแรกมาประมวลเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ แล้วแสดงออกมาเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ ซี่ง Aristotle ก็มองว่า การคิดไตร่ตรองนี้แหละที่เป็นศักยภาพซึ่งแยกระหว่างคนกับสัตว์
           แม้ว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลบล้างแนวคิดของ Aristotle โดยโต้แย้งว่า การเติบโต การรับรู้ และการคิดไตร่ตรองนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการทำงานของร่างกายและสมอง แต่การตั้งคำถามของ Aristotle ที่ดึงจิตวิญญาณกลับมาสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย หาได้แยกจากกันนี้ ก็เป็นการเปิดที่ทางให้กับการตั้งคำถามเกี่ยวกับการประกอบสร้างตัวตนของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการรับรู้ผ่านประสบการณ์ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวต่อไปในอนาคต

03-(14).jpg           ‘ตัวตน’ หลังยุคแห่งรุ่งอรุณของวิทยาศาสตร์และวิทยาการ
           ความเฟื่องฟูของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ได้ทลายความเชื่อใด ๆ ที่เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า พระเจ้า นรก สวรรค์ รวมไปถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นสิ่งสูงส่งและดำรงอยู่อย่างศักดิ์สิทธิ์แยกจากร่างกาย แนวความคิดเรื่องจิตวิญญาณของ Aristotle ที่มองว่าจิตวิญญาณมีหลายระดับและเป็นตัวกำหนดการกระทำของมนุษย์นั้นถูกปัดตกไปในยุคนี้ นักคิดและนักปรัชญาเริ่มตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณ และนักปรัชญาคนแรก ๆ ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามนั้นก็คือ René Descartes นักปรัชญาชื่อดังชาวฝรั่งเศส
          Descartes คือนักคิดคนแรก ๆ ที่เปลี่ยนการใช้คำว่า จิตวิญญาณ (Souls) มาเป็น จิตใจ (Mind) ซึ่งในมุมมองของ Descartes จิตใจก็คือ ตัวตน (Self) ของมนุษย์ และมีหน้าที่หลักในการสร้างความคิดต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งสำหรับ Descartes นั้น การคิดคือหัวใจหลักที่นิยามความเป็นมนุษย์ โดยเปรียบเทียบว่าหากร่างกายคือเรือ จิตใจก็คือผู้บังคับเรือ จนนำมาสู่วลีอมตะที่เรารู้จักกันดีอย่าง "I think, therefore I am" หรือ “ฉันคิด ฉันจึงดำรงอยู่” โดย Descartes ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ซึ่งเป็นคำถามสำคัญของนักปรัชญาด้วยวิธีคิดแสนเรียบง่าย ...เมื่อเรา ‘สงสัย’ ว่าเหตุใดเราจึงดำรงอยู่ การสงสัยนั้นก็คือการยืนยันการมีตัวตนของเราแล้ว
          แม้ว่า Descartes จะเป็นนักปรัชญาคนแรกที่ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของจิตวิญญาณ และเปลี่ยนความสนใจจากจิตวิญญาณมาสู่ จิตใจ หรือความนึกคิดของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม จิตใจในลักษณะที่ Descartes อ้างถึงนั้นก็ยังมีลักษณะของการดำรงอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนตาย กระทั่งการมาถึงของนักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ John Locke ผู้นำเสนอแนวคิดว่า การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนั้นคือสิ่งที่ก่อร่างสร้างตัวตนและความนึกคิดของมนุษย์
          Locke นำเสนอว่า เมื่อแรกเกิด จิตใจของมนุษย์นั้นยังว่างเปล่า มนุษย์เกิดมาโดยหาได้มีสิ่งใดในสภาพจิตอันว่างเปล่านั้น กระทั่งเราเติบโตและได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านระบบผัสสะและประสบการณ์ต่าง ๆ เราจึงมีความคิด ซึ่งในเวลาต่อมา แนวคิดเรื่องมนุษย์กับการเรียนรู้ของ Locke นี้จึงถูกต่อยอดเป็นแนวคิดเรื่องของตัวตนและอัตลักษณ์ในโลกสมัยใหม่นั่นเอง

04-(12).jpg          ‘ตัวตน’ ในโลกสมัยใหม่และทฤษฎีจิตวิเคราะห์
          จนถึงศตวรรษที่ 19 แนวคิดเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ นั้นยังคงเป็นไปในลักษณะที่ว่า มนุษย์ล้วนตระหนักถึงตัวตนของตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่งและจริงแท้ โดยแทบไม่มีการตั้งคำถามว่า หรือที่จริงแล้วเราอาจมีอีกตัวตนหนึ่งที่เราไม่สามารถหยั่งรู้หรือเข้าถึงได้ แม้ว่านักปรัชญาชาวเยอรมันอย่าง Immanuel Kant จะเคยนำเสนอแนวคิดเรื่อง ตัวตนเหนือจิตใจ (Transcendental ego) ซึ่งโดยรวมแล้วหมายถึงกระบวนการทำงานของจิตใจที่เราไม่รู้ว่ากำลังทำงานอยู่ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรารับรู้ถึงความคิดและตัวตนของเราไปโดยธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้น การมีอยู่ของกระบวนการทางจิตใจที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าทำงานอยู่ตามแนวคิดของ Kant ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือส่งผลอะไรต่อบุคลิกหรือตัวตนของเรา จนกระทั่งนักจิตวิเคราะห์ที่ชื่อว่า Sigmund Freud ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตใต้สำนึก’ ซึ่งตอบคำถามที่ Kant ไม่สามารถตอบได้ว่า จิตที่ทำงานโดยที่เราไม่รู้ตัวนั้นส่งผลต่อตัวตนของเราอย่างไร
           ในขณะที่นักปรัชญาในยุคก่อนหน้าไม่เคยตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของบางพื้นที่ในตัวตนที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ Freud กลับนำเสนอแนวคิดที่ว่า ตัวตนของเรานั้นประกอบขึ้นจากสามสิ่ง คือจิตสำนึก (Conscious), จิตก่อนสำนึก (Preconscious) หรือ จิตใต้สำนึก (Subconscious) และ จิตไร้สำนึก (Unconscious) ซึ่งในขณะที่นักปรัชญาและนักคิดในยุคก่อนหน้ามุ่งสนใจในส่วนที่เรียกว่า จิตสำนึก ซึ่งเป็นสภาวะที่เรารับรู้ตัวตนของตนเอง และรู้ว่ากำลังนึกคิดหรือทำอะไรอยู่ Freud กลับมุ่งความสนใจไปที่จิตไร้สำนึก อันเป็นพื้นที่ที่ Freud เชื่อว่าเป็นรากฐานและส่งอิทธิพลต่อจิตสำนึกและตัวตน รวมไปถึงบุคลิกภาพของเรา ซึ่งแนวคิดจิตวิเคราะห์ของ Freud ที่ว่าด้วยการมีอยู่ของจิตไร้สำนึกนี้ก็เป็นการท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับตัวตนในยุคก่อนหน้า ที่นักคิดและนักปรัชญาต่างเชื่อว่าเราสามารถทำความเข้าใจตัวตนของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยปราศจากพื้นที่ซ่อนเร้นที่เราไม่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจได้
          Freud เชื่อว่า พื้นที่ในจิตไร้สำนึกนั้นเป็นพื้นที่ที่สถิตย์อยู่ของแรงขับดันพื้นฐานและสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแรงขับดันทางเพศ ความรุนแรงก้าวร้าว ความมุ่งหมายที่จะทำลายตัวเอง (self-destruction), ความทรงจำบาดแผล (trauma), ความปรารถนาที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ไปจนถึงแฟนตาซีหรือจินตนาการในวัยเด็ก และความคิดที่ขัดแย้งกับศีลธรรมทางสังคม โดยรวมแล้วจิตไร้สำนึกของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่สามารถตอบสนองได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะขัดต่อข้อกำหนดในสังคม และมนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ในระหว่างที่เติบโตขึ้นมาเพื่อที่จะควบคุมและกดทับความต้องการเหล่านั้น
           อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่แอบซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกนั้นกลับส่งอิทธิพลต่อเราตลอดทั้งชีวิต โดยที่เราไม่อาจรับรู้หรือตระหนักถึงมันได้ และมักจะปรากฏออกมาในรูปแบบของการกระทำที่เราไม่อาจควบคุมได้ เช่น การพูดผิด หรือแม้กระทั่งการฝันในยามหลับ

05-(6).jpg           แต่ในขณะที่ Freud มองว่าแรงขับดันที่ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของมนุษย์คือสิ่งที่กำหนดตัวตนของมนุษย์ในองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยหรือบุคลิกภาพ เพื่อนสนิทที่เป็นผู้สำรวจทฤษฎีจิตวิเคราะห์ด้วยกันอย่าง Carl Jung กลับเริ่มเห็นแตกต่างไปจาก Freud แม้ว่าเขาจะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากงานของ Freud อย่างมากก็ตาม โดย Jung ไม่เชื่อว่า แรงขับดันทางเพศเพียงอย่างเดียวจะเป็นปัจจัยหลักในการก่อร่างตัวตนของมนุษย์ดังที่ Freud เชื่อ แต่เขากลับมองว่าตัวตนของมนุษย์นั้นถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนหน้า หรือกล่าวได้ว่าเป็นจิตไร้สำนึกร่วมที่มนุษย์ทุกคนต่างแบ่งปันร่วมกันตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
           ในขณะที่ Freud มองว่า จิตไร้สำนึกเป็นส่วนที่ส่งอิทธิพลต่อตัวตนและบุคลิกภาพของคน Jung กลับมองว่า ตัวตนของคนเรานั้นถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากทั้งจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกเท่า ๆ กัน โดย Jung เชื่อว่ากระบวนการสร้างตัวตนนั้นมาจากการที่เราเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกผ่านสัญญะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในความฝัน งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งศาสนา และการตีความสัญญะเหล่านั้นด้วยจิตสำนึกก็คือกระบวนการในการสร้างตัวตนของเรา และในขณะที่ Freud มองว่า จิตไร้สำนึกเป็นส่วนที่ส่งอิทธิพลต่อตัวตนและบุคลิกภาพของคน Jung กลับมองว่า ตัวตนของคนเรานั้นถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากทั้งจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกเท่า ๆ กัน โดย Jung เชื่อว่าเป้าหมายมนุษย์ที่ต้องการจะใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็คือการรักษาสมดุลระหว่างจิตใต้สำนึกกับจิตไร้สำนึก ซึ่งผลของการที่สองสิ่งนี้ไม่สมดุลกันก็จะเกิดเป็นอาการทางจิตและอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ซึมเศร้า กังวล ไปจนถึงเสียสติ
           Jung ยังเป็นนักจิตวิเคราะห์ที่นำเสนอแนวคิดและเครื่องมือในการทำความเข้าใจจิตวิทยามากมาย เขาเป็นคนที่ให้คำนิยามลักษณะบุคลิกภาพแบบ คนเก็บตัว (Introvert) และ คนช่างแสดงออก (Extrovert) นอกจากนี้ Jung ยังเป็นผู้นำเสนอการจัดกลุ่มบุคลิกภาพแบบต่าง ๆ อันเป็นที่มาของแบบทดสอบบุคลิกภาพชื่อดังที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) ด้วย

06-(5).jpg         จาก ‘ตัวตน’ สู่ ‘การพัฒนาตัวตน’
         ในยุคหลัง Jung เป็นต้นมา มีนักจิตวิทยาหลายคนที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องตัวตนและการแบ่งลักษณะบุคลิกภาพของ Jung จนทำให้เกิดเป็นทฤษฎีเพื่อการค้นพัฒนาตัวตนมากมาย หนึ่งในทฤษฎีเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดก็คือ ทฤษฎีความเข้าใจตนเอง หรือ Self-Concept ของ Carl Rogers นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่นำเสนอแนวคิดว่า การรับรู้ตัวตนของบุคคลใด ๆ มีปัจจัยมาจากทั้งตัวเราเองและผู้อื่น
         โดย Rogers มองว่า ตัวตนของเรานั้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่
         Real Self หรือ Self-Image คือตัวตนตามความเป็นจริงที่สามารถรับรู้ได้ผ่านการมองเห็นว่าตัวเองเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร ซึ่งอาจรับรู้ได้ด้วยตนเอง หรือเกิดจากการรับรู้ผ่านมุมมองของผู้อื่นก็ได้
         Ideal Self หรือตัวตนตามอุดมคติ คือตัวตนที่เราอยากจะเป็น เป็นตัวตนที่ปรากฏในภาพฝันในอนาคต และเป็นสิ่งที่เรายังไม่ได้เป็นในสภาวะปัจจุบัน
         และสุดท้าย Self-Esteem คือ การเห็นคุณค่าในตนเอง ซึ่งคนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเองจะเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความมั่นใจ และมองเห็นแง่มุมดี ๆ ในชีวิต
          Rogers นำเสนอว่า Self-Esteem จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Real Self และ Ideal Self ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน แต่หากเกิดความไม่สมดุลย์กันเมื่อใด ก็จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า วิกฤติทางตัวตน หรือ Identity Crisis นั่นเอง

         อ้างอิง
         https://plato.stanford.edu/entries/self-consciousness/#EarlModeDiscSelfCons
         https://en.m.wikipedia.org/wiki/Self
         https://en.m.wikipedia.org/wiki/Self-concept
         John Barresi and Raymond Martin. In Shaun Gallagher (ed.), The Oxford Handbook of the Self. Oxford University Press (2011)


13 ตุลาคม 2564

บทความแนะนำ

เปิดพื้นที่ให้คิด(ส์)
บล็อก

เปิดพื้นที่ให้คิด(ส์)

เมื่อนิทานที่คุ้น กลับไม่เหมือนเคย

112
วงคุยต่างวัย จูนใจในโลกจอ
บล็อก

วงคุยต่างวัย จูนใจในโลกจอ

เมื่อครอบครัวไม่ได้ตั้งกฎ แต่เริ่มฟังกันใหม่อีกครั้ง

อ่านคนแปลกหน้า ผ่านวงสนทนาและข้อความที่เขียนให้
บล็อก

อ่านคนแปลกหน้า ผ่านวงสนทนาและข้อความที่เขียนให้

เรื่องราวจาก Human Library: Stranger Talk จาก Learning Fest Bangkok 2026

Senior Co-living Space เทรนด์บ้านแชร์ ที่มาแน่ในกลุ่มผู้สูงวัย
บล็อก

Senior Co-living Space เทรนด์บ้านแชร์ ที่มาแน่ในกลุ่มผู้สูงวัย

TK Park ชวนรู้จักเทรนด์ ‘Co-Living Space’ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศตอนนี้

JOMO, FIRE, SINKs ชีวิตยุคนี้มีหลายสไตล์!
บล็อก

JOMO, FIRE, SINKs ชีวิตยุคนี้มีหลายสไตล์!

TK Park ชวนมองวิถีชีวิตของคน Gen ใหม่ ที่อาจเปลี่ยนจากเดิมไปตลอดกาล

การบ้านเปลี่ยนโลก: เมื่อความคิดของเด็ก กลายเป็นโปรเจ็กต์ทรงคุณค่า
บล็อก

การบ้านเปลี่ยนโลก: เมื่อความคิดของเด็ก กลายเป็นโปรเจ็กต์ทรงคุณค่า

TK Park พาไปดู "การบ้าน" ของเด็กทั่วโลก ที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น

Time to Table เชื่อมคน เชื่อมเกม เชื่อมใจ
บล็อก

Time to Table เชื่อมคน เชื่อมเกม เชื่อมใจ

เรื่องราวของ Time to Table คาเฟ่บอร์ดเกมเชียงใหม่ ที่ยังตรึงใจทีมงาน TK Park

How to เลี้ยงลูกตามเทรนด์ Lighthouse Parenting ประภาคารแห่งความเข้าใจ
บล็อก

How to เลี้ยงลูกตามเทรนด์ Lighthouse Parenting ประภาคารแห่งความเข้าใจ

พ่อแม่ยุคใหม่ อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ก็พร้อมเข้าชาร์จ

70
182
178
|อ่าน : 10 นาที
49
|อ่าน : 12 นาที
91
|อ่าน : 12 นาที
116
|อ่าน : 10 นาที
51
|อ่าน : 12 นาที