เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

10 เรื่องเมืองในฝัน ชวนเปลี่ยนเมืองด้วยกันไม่ยากเกิน

10 เรื่องเมืองในฝัน ชวนเปลี่ยนเมืองด้วยกันไม่ยากเกิน

2240

10BookArchitech-Cover.jpg

          เมืองในฝันที่เรารู้จักกันหลายเมืองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ดูเป็นนามธรรมอย่างคุณธรรม ระเบียบวินัย หรือจิตสำนึก แต่เกิดขึ้นเพราะการร่วมกันออกแบบเมืองให้คนในสังคมได้มีพื้นที่สร้างสรรค์สิ่งดีงามร่วมกันต่างหาก แต่ทำอย่างไรเราถึงจะเปลี่ยนเมืองของเราได้บ้าง วันนี้ TK Park ได้รวบรวมลิสต์หนังสือเกี่ยวกับเมืองน่าอยู่มาให้ลองติดตามกัน จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกันเลย

10BookArchitech-01.jpg

          1. สถาปัตยกรรม: ความรู้ฉบับพกพา (Architecture : A Very Short Introduction)

          ผู้เขียน : Andrew Ballantyne ผู้แปล : อนุสรณ์ ติปยานนท์

          หนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์อย่างอาคารบ้านเรือนนั้น บางครั้งถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อปกป้องให้เราสุขสบาย ไม่ต้องทนตากแดดหรือตัวสั่นเพราะความหนาวเย็น แต่สำหรับบางอาคาร เรากลับรู้สึกถึงความหมายอะไรบางอย่างเมื่อได้สัมผัส ในโบสถ์แบบโกธิกซึ่งโอ่โถงกว้างใหญ่ มองขึ้นไปเห็นหลังคาสูงเสียดฟ้า บนเพดานประดับประดาด้วยกระจกสีสะท้อนภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ ราวกับว่าเมื่อเข้ามาในที่แห่งนี้เราจะสัมผัสถึงพระเจ้าได้ ขณะที่แสงระยิบระยับแวววาวที่สะท้อนจากไทเทเนียมซึ่งหุ้มอยู่รอบพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์แห่งเมืองบิลเบา รูปทรงอาคารที่ผสมผสานกันระหว่างรูปร่างของเรือ โรงงานอุตสาหกรรม และประภาคาร ทำให้เรารู้สึกถึงการเดินทางไปสู่อนาคตของเมือง สถาปัตยกรรมจึงมิได้เป็นเพียงการประกอบกันของโครงเหล็กและก้อนหิน หากแต่สะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติให้เห็นเป็นรูปธรรม

         “สถาปัตยกรรม : ความรู้ฉบับพกพา” นับเป็นหมุดหมายแรกที่สำคัญหากจะเริ่มต้นของการค้นหาความหมายของคำว่า “สถาปัตยกรรม” โดยผู้เขียน แอนดรูว์ บัลแลนไทน์ ศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล จะพาเราเดินทางย้อนอดีตกลับไปนับตั้งแต่แรกเริ่มอารยธรรมมนุษย์ การก่อกำเนิดและการพัฒนาของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ก้อนหินแต่ละก้อน การวางตำแหน่งของสิ่งก่อสร้างทั้งหมดล้วนมีความหมายชวนให้ตีความและเปิดมุมมองทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยรับรู้มา

10BookArchitech-02.jpg

         2. รู รัง เรือน

         ผู้เขียน : ยรรยง บุญหลง

         มนุษย์ใช้พื้นที่มากแค่ไหนในการดำรงชีวิต? บางครั้งอาจต้องการแค่ “รู” สำหรับซุกหัวนอนให้ผ่านพ้นหนึ่งคืนไป แต่หากสถานที่นั้นมีความถาวรมากขึ้น ก็คงเป็นเหมือน “รัง” แบบเดียวกับที่นกน้อยหวนคืนมาพักผ่อนเมื่อตะวันลับฟ้า ต่อเมื่อมนุษย์ต้องการสร้างอารยธรรม พวกเขาจึงเลือกปักหลักสร้าง “เรือน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง แต่อะไรจะตัดสินว่าสถานที่ที่มนุษย์อยู่นั้นคือรู รัง หรือเรือน ในเมื่อความหมายของที่อยู่อาศัยในนิยามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รถตู้คันโปรดของสตีฟ จ๊อบส์ ซึ่งเคยใช้ซุกหัวนอนและเดินทางในยุคบุปผาชนช่วงทศวรรษ 1960 สำหรับเขาแล้วอาจเป็นเรือนที่สำคัญยิ่งกว่าคฤหาสน์หลังโตในช่วงบั้นปลายชีวิต ย่านซิลิคอนวัลเลย์ซึ่งควรจะเป็น “รัง” เล็ก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศสหรัฐอเมริกา กลับกลายเป็น “เรือน” ที่สร้างนักคิดนักประดิษฐ์นวัตกรรมระดับโลกอย่าง Hotmail Youtube หรือ eBay ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของอารยธรรมขึ้นมาได้

         “รู รัง เรือน” คือหนังสือรวมบทความว่าด้วยสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์จากปลายปากกาของ “ยรรยง บุญ-หลง” สถาปนิกและสมาชิกของสมาคมสถาปนิกอเมริกัน ที่ชี้ชวนให้เห็นว่าบ้าน ตึก แฟลต รถตู้ หรือแม้แต่เรือค้าทาสที่มนุษย์พยายามออกแบบเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นมีภูมิหลังและแนวคิดอย่างไร ส่งผลอย่างไรต่อความคิดของผู้คนในยุคนั้น การ “คิดนอกกรอบ” “ใฝ่ฝันถึงเสรีภาพ” หรือ “ยอมจำนนต่อชะตากรรม” จึงไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่พฤติกรรมของมนุษย์นั้นถูกหล่อหลอมและปรับเปลี่ยนจากสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวมาทุกยุคทุกสมัย  

10BookArchitech-03.jpg

          3. CITY SIGHT เมืองที่มองไม่เห็น

          ผู้เขียน : สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

          เคยบ้างไหมกับการถอนหายใจในการใช้ชีวิตใน “เมือง” ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟแดงบนห้าแยกที่สว่างยาวจนแทบหลับ ทางเท้าที่ถูกมอเตอร์ไซค์และแม่ค้าหาบเร่จับจองจนแทบไม่มีที่ขยับตัว อากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้สีเขียวก็เหลือน้อยจนต้องดั้นด้นไปแย่งสูดอากาศกับคนอีกนับล้านที่สวนสาธารณะยามเย็น ทำไมเมืองที่ควรจะเป็นบ้านหลังใหญ่ให้เราได้ผ่อนคลายอย่างมีความสุข กลับสร้างแต่เสียงถอนหายใจและใบหน้าบูดบึ้งทั้งจากเราและผู้อยู่ร่วมเมืองได้มากขนาดนั้น

          “CITY SIGHT เมืองที่มองไม่เห็น” คือหนังสือรวมบทความสั้น ๆ กว่า 30 บทความของสรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “พี่อ้อย” ประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว ที่จะพาเรากลับไปทบทวนสถานะความเป็น “เมือง” ที่เราอาศัยอยู่ ความจริงบางข้อที่ “คนในเมือง” อาจมองข้ามไป เช่น กรุงเทพฯ คือเมืองที่กลืนกินทรัพยากรอย่างมหาศาล เฉพาะในเมืองนั้นใช้น้ำประปาถึง 54% ไฟฟ้าใช้ 30% ของทั้งประเทศ รวมทั้งทรัพยากรอื่น ๆ และงบประมาณแผ่นดินมหาศาลที่เทมาสู่เมือง บางครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งกับต่างจังหวัด คนเมืองจึงอาจไม่เข้าใจ หรือในบางบทผู้เขียนก็ได้นำเสนอตัวอย่างของเมืองอื่นที่ทำให้เรากล้าที่จะฝันว่าเมืองของเราจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นแบบนั้นได้ เช่น โครงการบทกวีบนรถไฟใต้ดินที่ลอนดอน ซึ่งคัดสรรมาทั้งบทกวีคลาสสิกและร่วมสมัย ทำให้คนทั่วไปได้ฟังบทกวีที่ไพเราะแทนที่จะทนนั่งฟังโฆษณาแสนหนวกหูไปตลอดการเดินทาง แม้เมื่ออ่านจบ เงยหน้าขึ้นจากหนังสือมาพบใบหน้าของเมืองแบบเดิม ยังไม่พบเมืองในฝันสมกับชื่อหนังสือที่ว่า “เมืองที่มองไม่เห็น” แต่อย่างน้อยเราก็คงพอมองเห็นหนทางว่าจะช่วยกันสร้างเมืองในฝันที่จะค่อย ๆ มองเห็นด้วยกันได้อย่างไร

10BookArchitech-04.jpg

          4. LIVABLE JAPAN ใส่ใจไว้ในเมือง

          ผู้เขียน : ปริพนธ์ นำพบสันติ

          “ญี่ปุ่น” นับเป็นช้อยส์อันดับต้น ๆ ของหลายต่อหลายคนเมื่อพูดถึงคำว่า “เมืองในฝัน” ทั้งอาหารอร่อย ของฝากสุดคิ้วต์ ผู้คนมีระเบียบวินัย ทั้งที่มีประชากรจำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดของพื้นที่ แต่ทำไมทุกครั้งที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเราจึงรู้สึกว่าสะดวกสบายทั้งการเดินทางและที่อยู่อาศัย บางคนอาจจะกล่าวว่าเพราะคนญี่ปุ่นมีจิตสำนึกที่ดีเป็นพื้นฐาน แต่ผู้เขียนอย่างปริพนธ์ นำพบสันติ จะพาเราไปค้นพบว่า ไม่ว่าจะเป็น “จิตสำนึก” หรือ “ระเบียบวินัย” ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของคนเมืองญี่ปุ่นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะจิตวิญญาณหรือวิถีซามูไรแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นเพราะกลไกการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักต่างหาก 

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นการต่อแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านค้าหรือในสถานีรถไฟฟ้า หากเราก้มหน้ามองพื้นก็จะเห็น “เส้น” หรือ “จุด” ที่ขีดคั่นแนะทางให้คนต่อแถวอย่างถูกต้อง ฟังดูเป็นวิธีการเรียบง่ายแต่กลับได้ผลมานานนับทศวรรษ ดังนั้นทุกที่ในญี่ปุ่นจึงมักมีเส้นนำทางให้คนได้เดินตามอย่างเป็นระเบียบวินัยเสมอ หรือบางเรื่องก็อาจต้องใช้ยาแรง เช่นกฎหมายบังคับให้ผู้ที่มีรถจะต้องมีที่จอดเสมอ ทำให้ไม่มีปัญหาการจอดรถเกะกะฟุตบาธ หรือการออกแบบเมืองแบบ “ซูเปอร์บล็อก” ที่ถนนทุกสายเชื่อมต่อกันด้วยตรอกซอกซอยจนแทบไม่มีซอยตัน เมื่อจะเดินเท้าหรือเดินทางไปด้วยพาหนะใดก็ไม่ต้องไปกระจุกอยู่ที่ถนนสายเดียวเหมือนในหลายประเทศ

           เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปของ “ระเบียบวินัย” ของเมืองในญี่ปุ่น เราก็คงเริ่มมองเห็นแล้วว่าปัญหาร้อยแปดประการที่ชวนให้หดหู่ของคนเมืองบางครั้งอาจไม่ใช่เพราะการขาดจิตสำนึก แต่เพราะเมืองที่เราอยู่ไม่ได้ออกแบบให้เอื้อต่อการมีจิตสำนึกต่างหาก คงไม่สายเกินไปหากเราจะกลับมาช่วยกันออกแบบเมืองให้เหมาะแก่การที่พวกเราจะ “เอื้อเฟื้อ” ต่อกันได้อย่างแท้จริงเสียที ดังที่ผู้เขียนโปรยไว้ที่ปกในว่า “ระเบียบวินัยเริ่มต้นได้จากการออกแบบ” 

10BookArchitech-05.jpg

         5. THE OTHER CITIES เมืองน่าอยู่ที่รู้สึก

         ผู้เขียน : Little Thoughts

         เมื่อพูดถึงคำว่า “เมือง” จินตนาการของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนนึกถึงตึกใหญ่สวยงาม มีร้านค้ามากมาย ผู้คนเดินขวักไขว่ บางคนอาจรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออกจากมลพิษ รถยนต์มหาศาลติดกันเป็นตังเมในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ไม่ว่าจะชอบหรือชัง เมืองทุกเมืองก็มีแง่งามให้เราได้ค้นพบเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านสายตาของ “Little Thoughts” หรือคุณก้อย-กิรญา เล็กสมบูรณ์ นักเขียนเจ้าของผลงานอย่าง Cool Japan เยอรมันซันเดย์ Dutchland แดนมหัศจรรย์ ที่ไม่ว่าจะเมืองไหนก็หยิบแง่มุมของแต่ละเมืองมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ เช่นเดียวกับ “เมืองน่าอยู่ที่รู้สึก” เล่มนี้ที่หยิบเอาเมืองในฝันที่เอ่ยชื่อขึ้นมาแล้วแทบทุกคนต้องร้องว้าวอย่างเซี่ยงไฮ้ อาโอโมริ โยโกฮามา สิงคโปร์ เวียนนา ฯลฯ มาเล่าในแง่มุมด้านเศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ และวัฒนธรรมได้อย่างกลมกล่อม

          นอกจากจะกล่าวถึงแง่งามของเมืองในฝันทั้งหลาย ยังมีบางเมืองที่เป็นกรณีศึกษาและแรงบันดาลใจให้คนเมืองได้ลองหาจุดเด่นเพื่อพลิกฟื้นเมืองของตนให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เช่น บทที่ว่าด้วยเมืองบรูจ (Bruges) เมืองเล็ก ๆ ที่เคยผ่านความยากลำบากจากภาวะสงคราม จึงมีแนวคิดในการชูจุดเด่นของผ้าปักลายลูกไม้และศิลปะโกธิคแบบยุโรปตอนเหนือที่รักษาไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ปัจจุบันบรูจกลายเป็นเมืองที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักและได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลก หรืออย่างเมืองเซี่ยงไฮ้ที่เคยประสบปัญหามลภาวะฝุ่น PM2.5 อย่างหนักหน่วง แต่ด้วยการออกนโยบายพลิกเมืองเพียงไม่กี่ปีก็สามารถขจัดปัญหาไปได้หมดสิ้น การจะเป็นเมืองในฝันจึงไม่ใช่แค่การฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ต้องลงมือทำตามฝันด้วยวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้ ดังคำที่โปรยไว้ที่ปกในว่า เมืองไม่ได้วัดกันด้วยความกว้างและความยาวของพื้นที่ แต่วัดด้วยความกว้างของวิสัยทัศน์และส่วนสูงของความฝันใฝ่

10BookArchitech-06.jpg

         6. อาคิเต็ก-เจอ

         ผู้เขียน : ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

         อิมเมจง่ายๆ ของ “ความเป็นไทย” ในอาคารบ้านเรือน หรือสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทย บางคนอาจนึกถึงบ้านริมน้ำ บ้านทรงไทย การห่มสไบพายเรือ ฯลฯ แต่ในสายตาของ ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ ผู้เป็นสถาปนิกหรือ “อาคิเต็ก” ที่จะพาเราไปเที่ยว “เจอ” และชี้ชวนให้เห็น “สถาปัตยกรรมแบบไทย ๆ” ที่ซุกซ่อนอยู่ในสารพัดสิ่งของคุ้นตารอบตัวไม่ว่าจะเป็นซุ้มพักผ่อนสุดเจ๋งของพี่วินมอเตอร์ไซค์ ความกิ๊บเก๋ของศาลพระภูมิในที่ต่าง ๆ การมีอยู่ของกระถางต้นไม้ตึกแถว เหล็กดัด รถกับข้าว เรือโดยสารคลองแสนแสบที่ผู้เขียนเรียกว่า “เรือคลองแสนแซบ” และยกย่องให้เป็นงานดีไซน์ที่พัฒนาได้ในระดับ A-List เลยทีเดียว หรือแม้แต่วัฒนธรรม “ฟรีพาร์คกิ้ง” การจอดรถขวางหน้าบ้านที่ทำกันจนเป็นปกติวิสัยของคนไทย แนวคิดแบบไหนที่ซุกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตเช่นนี้ ทำไมเราจึงยอมรับเรื่องราวเหล่านี้กันจนเป็นปกติ

         ผู้เขียนกล่าวว่า เนื้อหาในเล่มคือสิ่งที่เรียกกันในทางวิชาการว่า “ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง” (Urban vernacular) นั่นคือการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกันในเมือง ทุกอย่างที่ดูเหมือนไม่เมคเซนส์กลับมีเหตุผลในแบบของมันเสมอ เช่น การวางกระถางหน้าบ้านที่มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพื้นที่สีเขียวในเมือง การยกกันสาดบังหน้าบ้านอยู่เสมอเพราะสภาพอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเกินจะคาดเดาได้ เป็นต้น อ่านเล่มนี้จบแล้วลองหันกลับมามองเมืองในมุมใหม่ มองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในเมืองใหญ่ที่มีทั้งแง่งามและปัญหา เพี่อที่ว่าเราจะแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงแนวคิดของ “สถาปัตยกรรมแบบไทย ๆ” เหล่านี้ได้ในอนาคต

10BookArchitech-07.jpg

         7. เราต่างเป็นนักออกแบบ : การออกแบบนวัตกรรมสังคม (Design Thinking, Design Theory)

         ผู้เขียน : Ezio Manzini ผู้แปล : เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร

         คำว่า “นักออกแบบ” ฟังดูเหมือนเป็นอาชีพเฉพาะทางที่ไกลตัวเรา แต่ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนเป็นนักออกแบบมาตั้งแต่โบราณนับแต่การสร้างเครื่องมือชิ้นแรกเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน ความหมายของการออกแบบไม่ได้จำกัดอยู่ที่สิ่งของหรือสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการหาวิธีการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมอีกด้วย ปัจจุบันคำว่า “นักออกแบบสังคม” จึงเป็นคำที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสังคมเมืองทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษของเมือง และการเกิดขึ้นของนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเมือง

         เราต่างเป็นนักออกแบบ : การออกแบบนวัตกรรมสังคม ผลงานของศาสตราจารย์ ดร.เอซิโอ มานซินี่ อาจารย์ด้านการออกแบบอุตสาหกรรมผู้ผันตัวมาทำงานด้านการออกแบบสังคมจะพาผู้อ่านย้อนไปถึงความหมายของการออกแบบที่มีมาตั้งแต่โบราณ โครงสร้างทางสังคมที่กำลังสร้างปัญหาให้แก่มวลมนุษยชาติ นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เชื่อมโยงมาถึงคำว่า “การออกแบบนวัตกรรมสังคม” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะประสานการแก้ไขปัญหาของสังคมได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากประเทศต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้เห็นเป็นกรณีศึกษาอีกด้วย

         ชื่อหนังสือ “เราต่างเป็นนักออกแบบ” ไม่ใช่การขายฝันเลื่อนลอย แต่คือการเน้นย้ำความสำคัญของตัวเราและทุกคนในสังคมที่จะสร้างเมืองที่น่าอยู่ร่วมกัน เพราะการออกแบบสังคมไม่ได้เกิดจากคำสั่งของผู้มีอำนาจเพียงคนเดียว แต่คือการร่วมมือกันของคนในสังคมผ่านกลไกต่าง ๆ ในการออกแบบสังคมที่นำเสนอในเล่ม ภายใต้คำถามที่ว่า เราอยากจะอยู่ร่วมกันในสังคมแบบใด 

10BookArchitech-08.jpg

        8. Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง (Happy City: Transforming Our Lives Through Urban Design)

        ผู้เขียน : Charles Montgomery ผู้แปล : พินดา พิสิฐบุตร

        คำว่า “Happy City” หรือเมืองแห่งความสุข ฟังดูเป็นสิ่งที่คนเมืองทุกคนฝันถึง เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต คำว่าเมืองแห่งความสุขมีปรากฏให้เห็นตั้งแต่ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีนักปรัชญากรีกเสนอแนวคิดเรื่องเมืองในอุดมคติต่อสาธารณชน เช่นงานเขียนเรื่อง ‘อุตมรัฐ’ (The Republic) ของเพลโต (Plato) เมื่อ 375 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งกล่าวถึงต้นแบบของรัฐในอุดมคติที่ปกครองด้วยรัฐบาลผู้ทรงปัญญาและชอบธรรม หรือเมืองในยุโรปยุคกลาง มีการสร้างโบสถ์เพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน และใช้ความเชื่อทางศาสนาสร้างความหมายที่เชื่อมโยงเมืองเข้ากับสวรรค์ จนกระทั่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนและรูปแบบของเมืองไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ เมืองกลายเป็นพื้นที่แออัดหนาแน่น กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะปัญหาสมัยใหม่มากมาย เช่น อาชญากรรม อุบัติเหตุ โรคระบาด ดูเหมือนว่ายิ่งมนุษย์พัฒนาขึ้น คำว่าเมืองแห่งความสุขยิ่งห่างไกลไปทุกที

         หนังสือเล่มนี้ของชาร์ลส์ มอนต์โกเมอรี (Charles Montgomery) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาเมืองชาวแคนาดา จะชี้ให้เห็นปัญหาของ “เมืองแบบกระจายตัว” ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกา และในเมืองสมัยใหม่ทั่วโลกที่มีรูปแบบการใช้พลังงานและเวลาอย่างสิ้นเปลือง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยและมลพิษเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ยิ่งเมืองกระจายตัวมากเท่าใด ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้คนก็ยิ่งลดหายไปมากเท่านั้น

         นอกจากกล่าวถึงปัญหาแล้ว ผู้เขียนก็ได้นำเสนอการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้าง “เมืองแห่งความสุข” ให้เกิดขึ้น เช่น การสร้างพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมการเดินทางที่สะดวก รวมทั้งการสร้างความเป็นธรรมสำหรับทุกคน โดยมีตัวอย่างโครงการระดับเมืองขนาดใหญ่มากมาย เช่นในประเทศแคนาดา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เกาหลีใต้ แถมด้วยโครงการเล็ก ๆ ในหลายเมืองที่เริ่มต้นจากบุคคลเพียงคนเดียวที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ลงมือทำกิจกรรมสร้าง “เมืองแห่งความสุข” ในแบบของตนจนประสบความสำเร็จโดยที่เขาไม่ได้เป็นสถาปนิกหรือนักวางผังเมืองแต่อย่างใด ชาวเมืองอย่างเราอ่านจบแล้วอาจเกิดแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งเพื่อเมืองของเราได้เช่นกัน เพราะเมืองในฝันไม่ใช่แค่ฝัน แต่ต้องคิดอย่างสร้างสรรค์และช่วยกันลงมือทำให้เกิดขึ้น

10BookArchitech-09.jpg

         9. Smart City นวัตกรรมอัจฉริยะ

         ผู้เขียน : อรรถพร จงรักศักดิ์ และ นสพ.กฤดากร คเชนทร์ชัย

         เมื่อพูดถึงความทันสมัยในยุคนี้คงไม่พ้นคำติดหูอย่าง A.I. Augmented Reality (AR) Virtual Reality (VR) Metaverse ยานยนต์ไร้คนขับ แน่นอนว่าทุกคนล้วนคุ้นเคยกับบรรดาเทคโนโลยีสุดแสนทันสมัยในโลกปัจจุบัน แต่จะมีใครจินตนาการได้บ้างว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการเมืองของเรา ได้อย่างไร และเราจะก้าวตามเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรเมื่อหลายๆ เมืองในโลกเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart City เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         Smart City นวัตกรรมอัจฉริยะ คือหนังสือที่จะพาเราย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Reset) ที่เกิดขึ้นภายหลังวิกฤต Covid-19 ที่เปิดทางให้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามากำหนดความเป็นไปในชีวิตประจำวันเหมือนคลื่นซึนามิทางดิจิทัล (Digital Tsunami) ที่พลิกชีวิตเราอย่างไม่มีวันหวนกลับ รวมถึงความเคลื่อนไหวของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เริ่มขยายสเกลของเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมผู้คนทั้งเมืองไว้ด้วยกัน ภายในเล่มเราจะพบทั้งคีย์เวิร์ดที่คุ้นตาอย่าง Computing and AI, Edge computing, Mix reality กับคำอธิบายในฐานะเทคโนโลยีเปลี่ยนเมือง หรือคำที่เราอาจไม่เคยได้ยินแต่มีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างระบบ Quantum Computer อย่าลืมหยิบเล่มนี้เตรียมอ่านเพื่อเติมความรู้ด้านเทคโนโลยีให้แน่นปึ้ก เพื่อรอรับ Smart City ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานเมืองแบบใหม่ของโลกในไม่ช้า

10BookArchitech-10.jpg

        10. The Smart Enough City: Putting Technology In Its Place To Reclaim Our Urban Future

         ผู้เขียน : Ben Green

        นับตั้งแต่มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคม มนุษย์ก็ต่างใฝ่ฝันถึงเมืองที่ตอบสนองความต้องการได้ทุกอย่าง จึงมีงานเขียนอย่าง “ยูโทเปีย” ที่กล่าวถึงเมืองที่ทำให้ทุกคนอยู่อย่างเป็นสุขมาตั้งแต่ ค.ศ. 1516 เวลาล่วงมากว่าห้าร้อยปี ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ใช้แก้ปัญหาแทนมนุษย์ซึ่งเรียกว่า “สมาร์ทซิตี้” (Smart City) จะนำพาให้ “เมือง” ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองในอุดมคติได้มากขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์นั้นฉลาดกว่าเรา ไม่มีความลำเอียง ตัดสินทุกอย่างตามข้อมูลที่ได้รับ จนดูเหมือนว่าอัลกอริทึมและเอไอทั้งหลายจะช่วยบรรเทาความแออัด ฟื้นฟูความเท่าเทียม ป้องกันอาชญากรรม และปรับปรุงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง แต่สำหรับคนวงในของการขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้อย่างเบน กรีน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยมีประสบการณ์ในแผนกนวัตกรรมและเทคโนโลยีของเมืองบอสตันกลับชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ “ดีพอ” (Enough) เสมอไปสำหรับการทำให้สมาร์ทซิตี้ใกล้เคียงกับดินแดนยูโทเปีย

        บางเทคโนโลยีในภาพรวมนั้นนับว่าสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้จริง กรีนได้ยกตัวอย่าง “ทางแยกอัจฉริยะ” (intelligent intersections) ที่ปล่อยให้เอไอเป็นผู้คำนวณการควบคุมการจราจรในวันที่รถติดเป็นตังเม ซึ่งด้วยข้อมูลมหาศาลและอัลกอริทึมที่แน่นอนย่อมบริหารจัดการการจราจรได้ดีกว่าการตัดสินใจของมนุษย์ แต่ก็อย่าลืมว่าอัลกอริทึมที่เขียนอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ได้คำนวณปริมาณคนเดินเท้าซึ่งอาจเป็นคนไร้บ้านหรือคนที่ไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์เทคโนโลยีบอกตำแหน่ง แต่สำหรับบางเทคโนโลยีก็ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา เช่น โครงการ LinkNYC ซึ่งเปลี่ยนตู้โทรศัพท์ให้กลายเป็นตู้ไวไฟฟรีทั่วทั้งเมือง แม้จะกล่าวว่าต้องการเชื่อมต่อคนทั้งนิวยอร์กเป็นหนึ่งเดียว แต่บริษัทที่ทำสัญญากับเมืองนั้นคือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บไว้ในระบบจำนวนมหาศาลนั้น?

         ผู้เขียนจึงเสนอว่า การมองการบริหารจัดการเมืองผ่านมุมมองของเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ ภายใต้หน้ากากของคำว่า “สมาร์ท” ที่ดูฉลาดเฉลียวอาจมีความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันซ่อนอยู่ เราจึงควรยอมรับเทคโนโลยีในฐานะที่เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพเมื่อใช้ร่วมกับข้อตกลงร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มิใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่เติม “หัวใจ” ลงไปในการอยู่ร่วมกัน

        เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 10 เล่ม 10 เรื่องเมืองน่าอยู่ เบื้องหลังของผู้คนและตึกรามบ้านช่องที่ประกอบกันเป็นเมืองในฝันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจากความฝันที่ล่องลอย แต่คือทุกมือที่ร่วมกันออกแบบและเปลี่ยนแปลงเมืองด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ดังนั้นอย่าเพิ่งถอนหายใจท้อถอยไปเสียก่อน เพราะบางทีความคิดเรียบง่ายของใครคนหนึ่งอาจเปลี่ยนแปลงแนวคิดของทั้งเมืองได้ ใครอ่านเล่มไหนแล้วเกิดแรงบันดาลใจ หรือมีเล่มไหนมาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมอย่าลืมมาแชร์กันนะ เผื่อว่าสักวันเราจะมาร่วมเปลี่ยนเมืองที่เคยเป็นฝันร้ายให้กลายเป็นเมืองในฝันอย่างแท้จริง



11 กันยายน 2565

บทความแนะนำ

จักรวาลแห่งจินตนาการ ในนิทานภาพจากฟินแลนด์
บล็อก

จักรวาลแห่งจินตนาการ ในนิทานภาพจากฟินแลนด์

หนังสือเด็กของฟินแลนด์มักสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติเป็นส่วนมาก

8 วิธีปลูกจินตนาการให้ผลิบานในวัยเด็ก
บล็อก

8 วิธีปลูกจินตนาการให้ผลิบานในวัยเด็ก

ความรู้เป็นสิ่งที่ค้นหาและเรียนรู้ได้ แต่จินตนาการไม่ใช่สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ แต่ต้อง “สร้าง” หรือ “ปลูกฝัง”

เริ่มต้นไม่ยาก... เริ่มจากความชอบ กับ ซอฟ SOFTPOMZ
บล็อก

เริ่มต้นไม่ยาก... เริ่มจากความชอบ กับ ซอฟ SOFTPOMZ

ทุกๆ การผิดพลาด ทำให้เรารู้จักการกล้าทำกล้าลอง

Self–Esteem ภูมิคุ้มกันที่เกิดจาก 'ฉันรักตัวเอง'
บล็อก

Self–Esteem ภูมิคุ้มกันที่เกิดจาก 'ฉันรักตัวเอง'

เทคนิคการเลี้ยงลูกให้ภาคภูมิใจในตัวเอง และมีภูมิคุ้มกันความผิดหวัง

ฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ กับธุรกิจสิ่งพิมพ์
บล็อก

ฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ กับธุรกิจสิ่งพิมพ์

วิธีการปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้

เที่ยวตามหนังสือ
บล็อก

เที่ยวตามหนังสือ

10 สถานที่ เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมคลาสสิคสุดอมตะ

อาหารไทย ‘อร่อย’ ยังไง?
บล็อก

อาหารไทย ‘อร่อย’ ยังไง?

TK Park ชวนอ่านหนังสือว่าด้วยสำรับคาวหวานที่ประกอบร่างเป็นความอร่อยแบบไทย ๆ

ระหว่างรอไหว้พระจันทร์ มา have fun ที่ TK Park!
บล็อก

ระหว่างรอไหว้พระจันทร์ มา have fun ที่ TK Park!

TK Park คัดสรรสื่อการเรียนรู้มาบริการทุกคน ระหว่างรอให้ถึงคืนไหว้พระจันทร์

322
843
253
519
110
418
186
|อ่าน : 10 นาที
76
|อ่าน : 10 นาที