เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

เรียนรู้ถดถอย... แก้ไขได้

เรียนรู้ถดถอย... แก้ไขได้

318 | อ่าน : 10 นาที
9 กันยายน 2566

Learning-Loss-Cover.jpg

          ทุกวันนี้ หากเราเห็นเด็ก ๆ มีท่าทางจับดินสอผิดวิธี หลายคนอาจจะนึกตำหนิพ่อแม่เด็กที่ปล่อยให้ลูกใช้เวลากับอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่มากเกินไปจนไม่ได้ฝึกฝนจับดินสอด้วยท่าทางที่ถูกต้องเหมือนเด็กยุคก่อน แต่หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า จริง ๆ แล้วการจับดินสอด้วยท่าทางที่แปลกไปนั้น อาจเป็นเพียงอาการปรากฏอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งของภาวะการเรียนรู้ถดถอย ซึ่งสืบเนื่องมาจากการปิดการเรียนการสอนภายในโรงเรียนอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงโควิด-19

Learning-Loss-717-2.jpg

          ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรอดพ้นจากผลกระทบของโควิด-19 และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คงหนีไม่พ้นเด็ก ๆ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2565 หลังการระบาดของโควิด-19 มีรายงานผลการวิจัยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา ที่ชี้ให้เห็นว่าเด็ก ๆ ในเกือบทุกประเทศต้องเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Learning-Loss-717-1.jpg

          ผลการศึกษาร่วมกันโดยยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่าทั่วโลก มีเด็กอย่างน้อย 1 จากทุก 3 คน ถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงในช่วงระยะเวลาเพียง 6 เดือนแรกหลังการแพร่ระบาด เพราะไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกลได้ เด็ก ๆ ในประเทศไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกัน เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวในประเทศไทยไม่พร้อมให้ลูกเรียนออนไลน์ เพราะครึ่งหนึ่งไม่มีอุปกรณ์ และอีกร้อยละ 26 ไม่มีอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญยิ่งไปกว่าอุปกรณ์และการเข้าถึงชั้นเรียนออนไลน์คือ พ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 40 ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกขณะเรียนออนไลน์ และเมื่อเด็ก ๆ มีข้อสงสัยก็ไม่สามารถถามครูได้เหมือนเมื่อครั้งที่ยังเจอหน้ากันในห้องเรียน

Learning-Loss-717-6.jpg

          งานวิจัย 'สำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย' โดยสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทดสอบสมรรถนะของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียนใน 6 จังหวัดภาคใต้ (สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส) พบว่า เด็กร้อยละ 98 มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กวัยเดียวกัน และเกินครึ่งจับดินสอผิดวิธี นั่นเป็นเพราะเด็กต้องเรียนหนังสือผ่านทางออนไลน์เป็นเวลายาวนานถึงสองปี และเด็กเล็กจำนวนมากต้องอยู่บ้านและไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมสัมผัสที่เด็กเล็กได้ทำที่โรงเรียนในภาวะปกติ เช่น การปั้นดินน้ำมัน การต่อบล็อก ฉีกปะ พับกระดาษ ซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้ในกิจกรรมชีวิตประจำวัน เช่น การใส่เสื้อผ้า การแปรงฟัน หรือการขีดเขียนและระบายสี

Learning-Loss-717-5.jpg

          การที่เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาตอนต้นมีท่าทางจับดินสอผิดวิธี เป็นสัญญาณเตือนของภาวะกล้ามเนื้อบกพร่อง และยังมีสัญญาณเตือนอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การที่เด็กพูดเป็นคำ ๆ เรียบเรียงประโยคและเล่าเรื่องไม่ได้ อ่านไม่ออก เขียนคำพื้นฐานไม่ได้ และกระโดดขาเดียวหรือกระโดดสองขาพร้อมกันไม่ได้ เหล่านี้ล้วนแต่บ่งชี้ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็ก

          ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจำนวนมากกังวลว่าความสามารถของเด็กเหล่านี้ ที่เติบโตขึ้นในช่วงโควิด-19 จะไม่สามารถเทียบกับรุ่นพี่หรือรุ่นน้องได้ หากไม่มีการเร่งฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยเพื่อชดเชยโอกาสเรียนรู้ที่พลาดไปในช่วงของการระบาด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามหามาตรการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ให้กับเด็กทุกคนทันทีที่โรงเรียนเริ่มกลับมาเปิดการเรียนการสอนแบบปกติตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2565

Learning-Loss-717-4.jpg

          สกศ. ได้นำเสนอมาตรการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ 7 มาตรการ↗ ที่ประกอบด้วย (1)การออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบสนองต่อบริบทความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของผู้เรียน (2) การพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา (3) การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (4) การพัฒนาสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้แบบเปิด และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา (5) การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และสุขภาวะที่ดีของผู้เรียน ทั้งสุขภาพ และสุขภาพจิต (6) การยกระดับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ และ (7) การจัดสวัสดิการความปลอดภัย สร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูผู้สอน

          ดังนั้น ปัญหาจากภาวะการเรียนรู้ถดถอยนี้อาจมีหนทางแก้ไข เพราะเมื่อมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อฟื้นฟูพัฒนาการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เด็ก ๆ ก็แสดงพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับภายใน 14 วัน และจากการสำรวจโดย กสศ. พบว่า เด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างชัดเจน มีค่าแรงบีบมือจาก 7.6 กิโลกรัม เพิ่มเป็น 9.8 กิโลกรัม เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องภายใน 14 วัน

Learning-Loss-717-3.jpg

          แม้ว่าจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการฟื้นฟูด้วยวิธีนี้ประสบความสำเร็จ แต่ผลการสำรวจเบื้องต้นนี้จาก กสศ. ก็ได้จุดประกายความหวังที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพและความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงอย่างมีระสิทธิภาพและยั่งยืน ก็ต่อเมื่อครูและผู้ปกครองให้ความใส่ใจและร่วมมือกัน เช่น หมั่นสังเกตพัฒนาการที่เด็กไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม ไม่ควรเร่งรีบสอน หรือให้เด็กรีบเรียนแต่เนื้อหาโดยละเลยการฝึกทักษะที่จำเป็น ในขณะเดียวกัน ควรปล่อยให้เด็กมีความสุขกับการเรียน และออกแบบกิจกรรมและกระบวนการใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง

          ท้ายที่สุด ถึงแม้ว่าโควิด-19 จะสร้างความปั่นป่วนและความยากลำบากให้กับคนทั่วโลก ทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้และมีพัฒนาการที่ถดถอยหรือช้าลง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า การแพร่ระบาดครั้งนี้ก็ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษาได้กลับมาทบทวนกระบวนการสร้างประสิทธิภาพในการเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์เดิมและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ไปพร้อมกันได้ด้วยเช่นกัน

          อ้างอิงข้อมูลจาก matichon↗ workpointtoday↗ และ unicef↗

บทความแนะนำ

Book on Board #4 หนังสือและบอร์ดเกมไทย ไปด้วยกันได้
บล็อก

Book on Board #4 หนังสือและบอร์ดเกมไทย ไปด้วยกันได้

TK Park สรุปความน่าชื่นใจจากโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม Book on Board #4 เปลี่ยนหนังสือ(ไทย)ที่ชอบ เป็นบอร์ดเกม(ไทย)ที่ใช่

164|อ่าน : 15 นาที
“Growth Mindset” กรอบคิดพลิกวิกฤติในยุค Covid-19
บล็อก

“Growth Mindset” กรอบคิดพลิกวิกฤติในยุค Covid-19

กุญแจสู่ทางออกของทุกปัญหา

555
20 ปี TK Park: The Catalyst of Change สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมแห่งอนาคต
บล็อก

20 ปี TK Park: The Catalyst of Change สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมแห่งอนาคต

ย้อนมองเส้นทางการพลิกโฉมวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนไทยโดย TK Park ตลอดสองทศวรรษ

287|อ่าน : 15 นาที
ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก
บล็อก

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก

พื้นที่สบายใจให้ได้คิด ถกเถียง และเข้าใจกันและกัน

2396
วังปารุสกวัน พิพิธภัณฑ์ของคุณตำรวจ
บล็อก

วังปารุสกวัน พิพิธภัณฑ์ของคุณตำรวจ

TK Park ชวนเที่ยวพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน เพื่อค้นพบเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย

192|อ่าน : 12 นาที
หวาดกลัวหรือปรับตัว? เจ้าตัวเล็กจะอยู่อย่างไรกับโลกยุคใหม่ในหน้าจอ
บล็อก

หวาดกลัวหรือปรับตัว? เจ้าตัวเล็กจะอยู่อย่างไรกับโลกยุคใหม่ในหน้าจอ

จูงมือเด็กเดินไปในทางที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้เด็กหลงทางในโลกใบใหม่

422
การบ้านเปลี่ยนโลก: เมื่อความคิดของเด็ก กลายเป็นโปรเจ็กต์ทรงคุณค่า
บล็อก

การบ้านเปลี่ยนโลก: เมื่อความคิดของเด็ก กลายเป็นโปรเจ็กต์ทรงคุณค่า

TK Park พาไปดู "การบ้าน" ของเด็กทั่วโลก ที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น

156|อ่าน : 12 นาที
TK พัก: เคลียร์ชีวิต ปิดปี 2023
บล็อก

TK พัก: เคลียร์ชีวิต ปิดปี 2023

TK Park ชวนคุณใช้เดือนธันวาคม สะสางเรื่องราวปิดท้ายปีเก่าให้สมบูรณ์

105|อ่าน : 5 นาที
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.