เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

TK Park พาเปิดบทเรียนอันทรงคุณค่า จาก “คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ”

TK Park พาเปิดบทเรียนอันทรงคุณค่า จาก “คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ”

243 | อ่าน : 15 นาที
15 มิถุนายน 2568

S__4546668_0.jpg

 

          กว่า 50 ปี บนเส้นทางการศึกษา กับบทบาทผู้ต่อจิ๊กซอว์ “การเรียนรู้” ให้สังคมไทยพร้อมเจาะ “7 บทเรียนที่ต้องเรียนรู้” พาไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้แบบไม่รู้จบ 

          หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ภาพจำของห้องสมุดในสายตาคนไทยมักเป็นพื้นที่เคร่งขรึม คร่ำเคร่ง และเป็นทางการ กระทั่งในปี 2548 การก่อตั้งสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วยแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” ที่เปลี่ยนห้องสมุดให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุก สร้างสรรค์ และมีชีวิตชีวา ทั้งยังจุดประกายให้สังคมไทยเริ่มมองการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างจริงจัง เพราะการเรียนรู้ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในตำรา แต่ควรเป็นวัฒนธรรมของสังคม 

          และในภารกิจขยายภาพการเรียนรู้ให้ลึกและกว้างกว่าห้องเรียน หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อเนื่องในการวางรากฐานทางความคิด คือ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ผลักดันนโยบายด้านการอ่านและการเรียนรู้ในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนให้แนวคิดเรื่อง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม และประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 

          ในวาระครบรอบ 20 ปีของ “อุทยานการเรียนรู้ TK Park” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการห้องสมุดไทย TK Park จัดตั้งรางวัล TK Park Awards เพื่อยกย่องบุคคล องค์กร และหน่วยงาน ที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างวัฒนธรรมการอ่านและขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้

          หนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดคือ Lifetime Achievement Award ที่มอบให้แก่ผู้ซึ่งอุทิศตนเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลในสาขานี้จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต, ดร.พารณ อิสระเสนา ณ อยุธยา, ดร.สิริกร มณีรินทร์, ดร.ถนอมวงศ์ สุกโชติรัตน์ ล้ำยอดมรรคผล และ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา โดยแต่ละท่าน ล้วนมีบทบาทสำคัญในระดับชาติ ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ให้เป็นรากฐานของสังคมไทย 

          TK Park จึงขอพาทุกท่านย้อนรอยเส้นทางความคิด ความเชื่อ และบทเรียนจากชีวิตของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ผ่าน “7 บทเรียนที่ต้องเรียนรู้” ซึ่งอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน 

          จาก “ระบบราชการ” สู่ “ระบบความหวัง” – บทสนทนานี้ไม่เพียงเป็นการถอดประสบการณ์ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่เชื่อในพลังของการเรียนรู้ได้ลุกขึ้นมาสานต่อภารกิจ เพื่ออนาคตของสังคมไทย 

 

S__4112584_0_0.jpg

 

          เพราะเติบโตมากับการอ่าน จึงเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ 

          คุณหญิงกษมาเติบโตในครอบครัวที่รักการอ่าน โดยมีคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังทุกคืนตั้งแต่วัยเด็ก สิ่งนี้ได้หล่อหลอมให้มีนิสัยรักการอ่าน และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เข้าใจถึงคุณค่าของการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เมื่อเข้าสู่การทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ จึงเลือกทุ่มเทให้กับการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ทั้งในเชิงนโยบาย การจัดโครงสร้าง และการลงมือผลักดันโครงการระดับชาติที่จับต้องได้ 

          จากการได้ทำงานในโครงการแก้ไขการไม่รู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ โครงการที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน การจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในภูมิภาค ไปจนถึงโครงการพัฒนาห้องสมุดประจำอำเภอล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดันให้เกิด “ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี” ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนที่มีบทบาทสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน 

          “ในสมัยนั้น การสร้างห้องสมุดประจำอำเภอต้องใช้งบสมทบจากท้องถิ่น ทำให้พื้นที่ห่างไกลซึ่งควรได้รับการพัฒนากลับไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ” 

          คุณหญิงเล่าย้อนถึงจุดตั้งต้นของแนวคิดที่เกิดขึ้นตรงกับวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจริญพระชนมายุ 36 พรรษา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขอพระราชานุญาตดำเนินโครงการห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำเนินการและเสด็จฯ ไปทรงเปิดห้องสมุดด้วยพระองค์เอง ทำให้โครงการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนและสามารถขยายจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 38 แห่ง สู่ 108 แห่งในปัจจุบัน 

          แม้เมื่อเกษียณอายุราชการ ภารกิจด้านการเรียนรู้ยังไม่จบลง คุณหญิงกษมายังคงขับเคลื่อนงานด้านการอ่านผ่านบทบาทประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กในระยะเวลาหนึ่ง และการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในประเด็นการศึกษา ซึ่งล้วนสะท้อนเจตจำนงอย่างต่อเนื่องที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประชาชน

 

S__4112580_0_0.jpg

 

          7 บทเรียนเพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ 

          จากประสบการณ์กว่า 50 ปีในแวดวงการศึกษา ทำให้คุณหญิงมองเห็นทั้งอุปสรรค โอกาส และช่องว่างที่ยังต้องได้รับการเติมเต็ม ในโอกาสพิเศษนี้ จึงได้ถ่ายทอด 7 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และผลักดันประเทศไทยไปสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้” อย่างแท้จริง 

 

          นโยบายต้องต่อเนื่อง – ไม่ขาดตอน 

          “นโยบายการเรียนรู้ต้องต่อเนื่องและนานพอที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม” 

          หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหารนโยบาย ซึ่งมักส่งผลให้โครงการดี ๆ ถูกยกเลิกหรือหยุดชะงัก เช่น โครงการ “วางทุกงาน อ่านทุกคน” ที่เคยสร้างแรงกระเพื่อมในโรงเรียนแต่ระยะหลังแผ่วลง เพราะขาดการกระตุ้นเชิงนโยบาย ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องวางระบบเพื่อให้การขับเคลื่อนการเรียนรู้มีความต่อเนื่องในระยะยาว 

 

          บรรณารักษ์ยังสำคัญ – ต้องเพียงพอและทันยุค 

          “บรรณารักษ์ต้องเพียงพอ พร้อมปรับบทบาทให้ทันยุคสมัย” 

          ห้องสมุดหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ยังขาดแคลนบรรณารักษ์ หรือต้องพึ่งพาอาสาสมัครที่ขาดทักษะเฉพาะทาง จึงจำเป็นต้องผลักดันให้บรรณารักษ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และพร้อมกันนั้น บรรณารักษ์เองก็ต้องปรับบทบาทสู่การเป็น “ครูการเรียนรู้” ที่สามารถออกแบบกิจกรรมได้อย่างสร้างสรรค์และเชื่อมโยงกับบริบทของชุมชน

 

          ใช้เทคโนโลยี – เพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ 

          “ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม” 

          เทคโนโลยีไม่ควรถูกมองว่าเป็นทางเลือก แต่ต้องเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น เช่น แอปพลิเคชันการเรียนรู้สำหรับเด็ก หนังสือดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัย หรือช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงได้ในพื้นที่ห่างไกล แม้แต่แพลตฟอร์มอย่าง Netflix หากใช้ให้ถูกวิธีก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจทางการศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะมีคุณค่าเมื่อใช้อย่างรู้เท่าทัน ครูจึงต้องมีบทบาทในการชี้แนะการใช้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และนำไปสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน

 

          ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 

          “หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ต้องเริ่มจากความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ” 

          การส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการเข้าใจแรงจูงใจของผู้เรียน และเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ความใฝ่รู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่า “สิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับเขา” ไม่ใช่เพราะต้องเรียน ตัวอย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านที่ไม่อ่านหนังสือทั่วไป แต่สนใจตำราทำอาหาร หรือเด็กที่อาจไม่ชอบหนังสือวิชาการ แต่สนุกกับการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีผ่านสื่อภาพและวิดีโอ แม้แต่การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าเรื่องของชุมชนตัวเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยปลูกฝังทักษะการอ่านและเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ และยังส่งเสริมให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้และถ่ายทอด 

 

          ห้องสมุดต้องตอบสนองความต้องการของชุมชน 

          “การพัฒนาห้องสมุดในท้องถิ่น ต้องเริ่มจากเข้าใจความต้องการของชุมชน” 

          บริบทของห้องสมุดแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ความต้องการและศักยภาพของชุมชนในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันเช่นกัน บางแห่งมีทรัพยากรพร้อมแต่ขาดการสนับสนุน บางแห่งมีความตั้งใจแต่ไม่มีงบประมาณ หรือบางพื้นที่มีความต้องการใช้งานห้องสมุด แต่ยังไม่มีพื้นที่หรือกิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ 

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่ “คนไม่อ่านหนังสือ” แต่เป็นเพราะ “ห้องสมุดยังไม่ตอบโจทย์” การพัฒนาห้องสมุดจึงต้องเริ่มจากการฟังและเข้าใจว่า ชุมชนต้องการอะไร ยังขาดอะไร และจะสามารถสนับสนุนเขาอย่างเหมาะสมได้อย่างไร 

 

          เปลี่ยนแนวคิด ห้องสมุด ≠ ที่เก็บหนังสือ 

          “ห้องสมุดยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ที่เก็บหนังสือ แต่ต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีชีวิต” 

          บทบาทของห้องสมุดในศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ต้องเปิดกว้าง รองรับความต้องการของผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม และเป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม เช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่จัดพื้นที่สำหรับบอร์ดเกม ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยต่างภูมิหลัง 

          แนวคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าห้องสมุดสามารถเป็น “จุดเริ่มต้นของบทสนทนาและความรู้” ไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เป็นศูนย์กลางของผู้คน ความคิด และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

          การปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน ควรเริ่มตั้งแต่เด็ก 

          “การปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านควรเริ่มต้นในครอบครัว” 

          โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย ก่อนเด็กจะเริ่มพูด การมีหนังสือเล่มแรกที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง จะช่วยสร้างคลังคำในสมอง เสริมจินตนาการ และวางรากฐานนิสัยรักการเรียนรู้ในระยะยาว เมื่อเด็กโตขึ้น พ่อแม่ควรชี้แนะแนวทางในการเลือกหนังสือ โดยไม่ห้ามการอ่านเพื่อความบันเทิงแต่เสริมด้วยหนังสือที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและเหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้การอ่านกลายเป็นทักษะติดตัวที่เติบโตไปพร้อมกับตัวเด็ก 

 

          ก่อนจบบทสนทนา: วัยเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุด 

          ก่อนจบบทสนทนา คุณหญิงกษมาได้กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อ TK Park และรางวัลที่ได้รับด้วยมุมมองที่เปิดกว้างและสะท้อนถึงบทบาทของผู้สูงวัยในสังคมอย่างลึกซึ้ง 

          “รู้สึกชื่นชม TK Park ที่มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เกษียณอายุไปนานแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัยเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุดของบทบาทในสังคม ตรงกันข้าม กลับเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมายาวนาน หากได้รับโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออก ก็ยังสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ การมอบรางวัลในลักษณะนี้จึงไม่เพียงเป็นการให้เกียรติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า “ทุกช่วงวัยมีคุณค่า” และ “การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด”

บทความแนะนำ

สอนลูกให้พร้อมเผชิญโลก แบบ “มาตาลดา”
บล็อก

สอนลูกให้พร้อมเผชิญโลก แบบ “มาตาลดา”

ชวนสำรวจบทบาทของแม่ในการคุ้มภัยทางอารมณ์ให้ลูกผ่านละครมาตาลดา

717|อ่าน : 12 นาที
Read Fest: 20 ปี TK Park กับ 'สนามเด็กเล่น' ของสมองที่สนามกีฬาแห่งชาติ
บล็อก

Read Fest: 20 ปี TK Park กับ 'สนามเด็กเล่น' ของสมองที่สนามกีฬาแห่งชาติ

พื้นที่แห่งปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ตลอด 5 วัน โดย TK Park และกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

158|อ่าน : 10 นาที
มากกว่ายอดไลก์ ต้องใส่ใจสังคม  ชวนสร้าง Digital Empathy ให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่กว่าเดิม
บล็อก

มากกว่ายอดไลก์ ต้องใส่ใจสังคม ชวนสร้าง Digital Empathy ให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่กว่าเดิม

"ถ้าในชีวิตจริงเราไม่วิจารณ์คนแปลกหน้า... แล้วทำไมบนโลกออนไลน์เราถึงทำ?" อย่าปล่อยให้ อิสระ บนหน้าจอ ทำเราลืมมารยาทและคุณธรรมที่ควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะโลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว และไม่ใช่อภิสิทธิ์ในการทำร้ายใคร

159
บ้าน หนังสือภาพ และงานศิลปะ: เส้นทางสร้างสรรค์ของก้อย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์
บล็อก

บ้าน หนังสือภาพ และงานศิลปะ: เส้นทางสร้างสรรค์ของก้อย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

ชวนทำความรู้จัก “ก้อย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์” นักเขียน นักวาดภาพประกอบ และเจ้าของ Koi’s Living Gallery ผู้ถ่ายทอดความรักต่อหนังสือ ศิลปะ และความหมายของบ้าน ผ่านเส้นทางสร้างสรรค์ที่เติบโตไปพร้อมจินตนาการ

196
ความรู้รอบ “ครัว” สำหรับเด็ก ๆ
บล็อก

ความรู้รอบ “ครัว” สำหรับเด็ก ๆ

TK Park ชวนพ่อแม่พาลูกเข้าครัว กับนิทรรศการ Le petit chef และกิจกรรมสนุกอ่านสนุกคิดที่ห้องเด็ก TK Park (ก.ค. ถึง ก.ย. 67)

425|อ่าน : 10 นาที
Meanlee กับลายเส้นที่เปิดพื้นที่ให้ความต่างอยู่ร่วมกัน
บล็อก

Meanlee กับลายเส้นที่เปิดพื้นที่ให้ความต่างอยู่ร่วมกัน

ลายเส้นของ มีน – ธันยธรณ์ ลี้ไวโรจน์ คือภาพแทนแนวคิด “The Difference” ของ Learning Fest Bangkok 2026

162
Skibidi Toilet เรื่องนี้ต้องตามเด็กให้ทัน
บล็อก

Skibidi Toilet เรื่องนี้ต้องตามเด็กให้ทัน

TK Park ส่องที่มาที่ไปของเว็บซีรีส์ Skibidi Toilet ที่ครองใจวัยรุ่นฟันน้ำนม

2282|อ่าน : 10 นาที
เรื่องเล่า “หลัง” ภาพถ่าย
บล็อก

เรื่องเล่า “หลัง” ภาพถ่าย

TK Park สรุปเรื่องราวจากงานเสวนา “เรื่องเล่าหลังภาพถ่าย” จากนิทรรศการภาพถ่ายเยาวชน "Signature of Bankrua"

250|อ่าน : 12 นาที
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.