เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย

578 | อ่าน : 15 นาที
4 มกราคม 2564

cover_1400.jpg

          การยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนการทำงานของหลากหลายประเทศ ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็ง ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขความสำเร็จในการขับเคลื่อนการศึกษาที่แตกต่างกัน อีกทั้งนิยามความสำเร็จยังสามารถมองได้หลายมิติ เช่น คะแนนสอบ การใช้งบประมาณ หรือการจัดการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สังคมซึ่งการศึกษามีคุณภาพมักมีปัจจัย 10 ประการ เป็นองค์ประกอบ

           1. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการจัดการศึกษา และเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม

           2. มีความเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องการแข่งขันของแต่ละครอบครัว

           3. มีความพยายามทำให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน

           4. มีครูคุณภาพสูง มีความเป็นนักวิชาชีพ และมีอิสระในการจัดการศึกษา

           5. มีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันระหว่างครู พ่อแม่ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

           6. มีนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

           7. มีการกระจายอำนาจและเสริมสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่นในการจัดการศึกษา เอื้อให้นักปฏิบัติมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

           8. มีการสร้างความรับผิดรับชอบร่วมกัน

           9. มีการใช้ผลสอบและการวัดผลประมินผลเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง

           10. มีการเรียนรู้แนวคิดที่ดีในการจัดการศึกษาจากหลากหลายประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแนวทางที่เหมาะสมในแบบของตนเอง

บทเรียนจากสิงคโปร์

          สิงคโปร์มีการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอย่างรวดเร็วตลอดช่วงเวลาสามทศวรรษ รัฐบาลสิงคโปร์ได้กำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์ (Desired Outcomes of Education-DOE) เพื่อใช้ในการทำงานกับครูและนักการศึกษาทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เป้าหมายดังกล่าวมีมายาวนาน 25 ปี โดยปรับเปลี่ยนรายละเอียดปลีกย่อยตามยุคสมัยให้มีชีวิตชีวา เช่น เรื่องทักษะศตวรรษที่ 21

           ผู้ที่ผ่านกระบวนการศึกษาของสิงคโปร์ถูกคาดหวังให้มีคุณลักษณะ 4 ด้าน

           1. เป็นคนที่เชื่อมั่นและแน่วแน่ในตนเอง มีความชัดเจนเรื่องผิดถูก รู้จักปรับตัว คิดอ่านอย่างเป็นตัวของตัวเอง ตรงไปตรงมา และรู้จักสื่อสารแลกเปลี่ยนกับผู้คน

           2. เป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบการเรียนรู้ของตน มีความมานะในการบรรลุการเรียนรู้

           3. เป็นผู้ให้ที่กระฉับกระเฉง มีศักยภาพในการทำงานเป็นทีม มีความริเริ่มอยู่เสมอ รู้จักคาดคะเนความเสี่ยงต่างๆ สร้างสรรค์และมุ่งความเป็นเลิศ

           4. เป็นพลเมืองผู้เอาธุระ มีสำนึกความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้ทันความเป็นไปของบ้านเมือง และเอาธุระในกิจกรรมที่ดีกว่าของเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

           กรณีของประเทศไทยมีการกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์ไว้ในมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ 2561 โดยมีอยู่ 3 ด้าน ประกอบด้วย ผู้เรียนรู้ (Learner Person) เพื่อสร้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation Co-creator) เพื่อสังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และพลเมืองที่เข้มแข็ง (Active Citizen) เพื่อสันติสุข ทั้ง 3 ด้านนี้กำลังถูกนำไปพัฒนาเป็นกรอบมาตรฐานคุณวุฒิบัณฑิตและหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่

บทเรียนจากฟินแลนด์

          ประเทศไทยเริ่มรู้จักการศึกษาฟินแลนด์อย่างแพร่หลายจากหนังสือ Finnish Lesson 2.0 ของ Pasi Sahlberg (ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก) ผู้เขียนเล่าถึงความพยายามในการยกระดับการศึกษาของฟินแลนด์เป็นเวลาเกือบ 40 ปี โดยมีความเชื่อว่าจะต้องทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพเท่าเทียมกัน เพื่อให้เด็กๆ เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีรวมทั้งการศึกษาที่ดี

           การศึกษาของฟินแลนด์มีความยืดหยุ่นสูงและคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ เด็กๆ ที่เลือกเรียนสายสามัญศึกษาหรืออาชีวศึกษา สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยและได้รับการยอมรับจากสังคมเหมือนกัน

           การศึกษามีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ สามารถค้นพบตนเองและสิ่งที่สนใจ วิสัยทัศน์ของโรงเรียนฟินแลนด์คือสอนในชั้นเรียนน้อยลง แล้วจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเฉพาะบุคคลมากขึ้น มุ่งเน้นทักษะทางสังคม มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีภาวะผู้นำ

           ปัจจุบันฟินแลนด์ได้กำหนดสมรรถนะผู้เรียน (Student Core Competencies) ไว้ 7 ด้าน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศไทยเริ่มมีการพูดถึงการปรับเปลี่ยนให้เป็นการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาร่วมกันของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนหลายแห่ง

           ความโดดเด่นของโรงเรียนฟินแลนด์ไม่ได้อยู่ที่กายภาพแต่เป็นเรื่องคุณภาพครู มีข้อกำหนดว่าครูต้องจบการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาโท ครูเป็นงานที่มีความรับผิดรับชอบสูงและมีอิสระทางวิชาการสูง แม้ครูจะไม่ใช่อาชีพที่ทำเงินอันดับต้นๆ แต่เป็นหนึ่งในอาชีพในดวงใจของคนหนุ่มสาว เพราะเชื่อว่าครูคือผู้สร้างอนาคตของประเทศ

in_06.jpgการพัฒนาครูก่อนประจำการของโรงเรียนฝึกสอนครูวิกิ (Vikii Teacher Training School)

in_02.jpg

สนามกีฬาของโรงเรียนฝึกสอนครูวิกิ (Vikii Teacher Training School) มีมุมสำหรับให้ครูและผู้มาศึกษาดูงานได้สังเกตการสอนโดยไม่รบกวนผู้เรียน

in_03.jpgห้องสมุดของโรงเรียนมีขนาดไม่ใหญ่ เพราะเด็กๆ สามารถไปใช้บริการห้องสมุดของเมืองอย่างเต็มที่ 

บทเรียนจากออสเตรเลีย

          ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาอย่างน่าสนใจตลอด 20 กว่าปีมานี้ หลักสูตรแบ่งเนื้อหาออกเป็น 8 สาระการเรียนรู้ ทุกสาระการเรียนรู้ถูกกำกับไว้ด้วยสมรรถนะผู้เรียนที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลก รวมทั้งมีการจัดลำดับความสำคัญของการบูรณาการการเรียนรู้ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่นเรื่องคนพื้นถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขยายไปถึงเรื่องของประเทศอื่นและของโลก

cross-curriculum-priorities.jpg

การออกแบบหลักสูตรของออสเตรเลีย (Australian Curriculum)

           การติดตามความก้าวหน้าของการเรียนการสอน มีลักษณะเป็นการทบทวนการทำงานของโรงเรียน (School Review) นำผลการเรียนของเด็กมาเป็นโจทย์ในการปรับปรุงการสอน ไม่ใช่การประเมินโรงเรียน (School Assessment)

           การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรระดับชาติเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละสาระวิชา เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้พูดคุยถกเถียงจนเห็นแนวทางร่วมกันแล้วจึงนำไปทดลองใช้ รัฐบาลกลางมีหน้าที่กำหนดค่านิยมหลัก (Core Value) ของหลักสูตรเพื่อเป็นกรอบการทำงาน แต่ละมลรัฐมีอิสระในการออกแบบหลักสูตรของตัวเอง และมีความยืดหยุ่นเมื่อแต่ละโรงเรียนนำไปปรับใช้

           ที่โรงเรียนประถมศึกษาวูรันนาพาร์ค (Wooranna Park Primary School) มีคาบการเรียนรู้อิสระ (Learning Agreement Period) เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.2 ขึ้นไปเลือกเรียนรู้สิ่งที่ตนอยากทำ เช่น ทำหุ่นยนต์ อ่านหนังสือ อ่านนิทาน ทำละคร ร้องเพลง หรือเล่นกีฬา

           หลายปีมานี้มีคนต่างชาติอพยพเข้ามาในออสเตรเลียจำนวนมาก รวมถึงเด็กๆ ซึ่งไม่รู้ภาษาอังกฤษ โรงเรียนจึงใช้วิธีสอนแบบควบชั้นระหว่าง ป.1 - ป.2 ระหว่าง ป.3 - ป.4 และระหว่าง ป.5 - ป.6 เพื่อให้เด็กที่มีพัฒนาการใกล้เคียงกันมาเรียนห้องเดียวกันและมีครูสอนแบบเป็นทีม โรงเรียนเปิดสอนภาษาถึง 8 ภาษา โดยผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเป็นอาสาสมัครช่วยสอน

in_04.jpg
in_05.jpgบรรยากาศของห้องเรียนที่เด็กร่วมกันคิด พ่อแม่ช่วยกันทำ

 

รับ ปรับ ใช้ บทเรียนจากต่างประเทศสู่การปฏิบัติในไทย

           จากแยกสามย่านถึงแยกปทุมวัน เป็นเส้นทางซึ่งความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาปรากฏอย่างเด่นชัด ย่านนี้มีทั้งโรงเรียนชั้นนำขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง เป็นที่มาของโจทย์ท้าทายของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทดลองทำงานบนฐานคิดแบบโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community-SLC) และนำบทเรียนจากประเทศต่างๆ มาทดลองพิสูจน์ว่าโรงเรียนดีใกล้บ้านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

           โรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโครงการคือโรงเรียนพุทธจักวิทยา ตั้งอยู่หลังวัดหัวลำโพง มีนักเรียนจำนวน 240 คน ซึ่งส่วนใหญ่มากจากชุมชนคลองเตยและชุมชนบ่อนไก่ และราว 70% และจำเป็นต้องทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน มีครูจำนวน 24 คน ซึ่ง 60% มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ทำให้โรงเรียนมีพลังใหม่ๆ ในการพัฒนาการเรียนการสอน

           แนวคิด SLC เชื่อมั่นใน 3 เรื่อง

           1. Public Philosophy ปรัชญาว่าด้วยส่วนรวมและความเป็นสาธารณะ ห้องเรียนและโรงเรียนคือพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของเพียงลำพัง

           2. Democracy Philosophy ปรัชญาว่าด้วยประชาธิปไตย การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพและเข้าอกเข้าใจ รับฟังเสียงของทุกคน มีความสัมพันธ์แนวราบ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและไม่ทอดทิ้งใครแม้แต่คนเดียวให้อยู่ลำพังในชั้นเรียน

           3. Excellence Philosophy ปรัชญาว่าด้วยความเป็นเลิศ เด็กทุกคนมีสิทธิพัฒนาตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่าง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

           วิธีการทำงานแบบ SLC ใช้แนวคิดกระบวนการสอนงานและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) และการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson Study) รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้โรงเรียนเกิดความตื่นตัวตลอดเวลา สาระสำคัญประกอบด้วย 3 เรื่อง คือ การสร้างความสัมพันธ์ในห้องเรียนใหม่ให้มีการฟังกันมากขึ้น การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชวนให้เอาชนะโจทย์ท้าทาย (Jumping Task) และการเรียนรู้จากการลงมือทำงาน

           คณะวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลือกจุดแข็งของ SLC มาจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ ฯลฯ ในระยะแรก ครูไม่คุ้นเคยกับการมีคนอื่นเข้ามาในชั้นเรียน จึงเริ่มต้นโดยให้ครูเลือกคู่หูในการทำงานเพื่อช่วยกันดูแผนการสอนและเข้าไปสังเกตการสอนของเพื่อนครู เคล็ดลับคือควรเป็นครูคนละวิชาเพื่อไม่ให้จับผิดกัน แต่ช่วยให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กๆ ในชั้นเรียน หรือมุมมองที่เป็นประโยชน์ด้านอื่นๆ

           กระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนปรับให้มีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันมากขึ้น (Collaborative Learning) ทุกคนเรียนรู้ไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้โดดเดี่ยว อาจทำงานเป็นคู่ เป็นทีม หรือแบบเดี่ยวสลับกันไป ห้องเรียนที่เคยเงียบ หรือมีเด็กนั่งหลับ หรือมีเด็กเรียนอ่อนที่ตามครูไม่ทัน เปลี่ยนเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา โดยครูเปลี่ยนจากยืนบรรยายหน้าห้องเรียนกลายเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ให้โจทย์ที่ท้าทายแก่นักเรียน แล้วเดินรอบห้องเพื่อสังเกตการทำงานของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

           โรงเรียนพุทธจักรวิทยาใช้แนวทาง SLC มาแล้ว 2 ปีครึ่ง โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ครูเกิดวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำงาน การประชุมเปลี่ยนจากวาระที่ตึงเครียดเป็นวงสนทนาที่สร้างสรรค์ ครูเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของกันและกัน เกิดบรรยากาศเชิงบวกในชั้นเรียน ในโรงเรียน และในห้องทำงาน นักเรียนเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ และมีแรงผลักดันการเรียนรู้มาจากภายใน ผู้อำนวยการใกล้ชิดสนิทสนมกับนักเรียนเนื่องจากเดินเยี่ยมเยียนชั้นเรียนเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ โรงเรียนพุทธจักวิทยาได้เป็นโรงเรียนคู่หูกับโรงเรียนวัดหัวลำโพงซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยใช้แนวคิด SLC

           ปัจจุบันประเทศไทยมีครูมากมายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงการสอน พร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ต่อการศึกษา และมองหาเครือข่ายภายนอกโรงเรียน หากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เห็นความสำคัญของการทำงานเชื่อมโยงกับครู ก็จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดโรงเรียนดีในชุมชน คือโรงเรียนที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียน อบอุ่นปลอดภัย และทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของโรงเรียน

 
วีดิทัศน์ เรื่อง adopt, adapt, apply การนำบทเรียนการทำงานที่ดีจากต่างประเทศสู่การทำงานในบริบทไทย


ที่มา

           สรุปความจาก การบรรยาย เรื่อง adopt, adapt, apply การนำบทเรียนการทำงานที่ดีจากต่างประเทศสู่การทำงานในบริบทไทย โดย  ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ในการประชุม TK Forum 2020 “Finland Library and Education in the Age of Disruption” วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ณ โรงแรมเอส 31

บทความแนะนำ

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

287|อ่าน : 7 นาที
บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1)  หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 1) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ถึงจุดอวสาน

มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าหนังสือและวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์กำลังใกล้จะถึงจุดจบแล้ว พวกเขาชี้ให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และมีการแปลงวารสารวิชาการส่วนใหญ่ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

409|อ่าน : 7 นาที
บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน
readWORLD

บรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต (ตอนที่ 2) หากหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ถึงจุดอวสาน

นักปราชญ์บางท่านเคยกล่าวไว้ว่า ข้อดีของอนาคตคือมันยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราได้อธิบายละเอียด ณ ที่นี้ไม่ได้เป็นสถานการณ์เพียงแบบเดียวที่อาจเกิดขึ้นกับหนังสือและห้องสมุดในอนาคต หนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มอาจจะไม่ได้หายไปหรือจะไม่หายไปในเร็วๆ นี้ก็ได้

299|อ่าน : 7 นาที
นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’
readWORLD

นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’

ตอนที่ 10 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

545
อ่านหนังสือกระดาษลดลงเล็กน้อย อ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์พุ่งทะยาน
readWORLD

อ่านหนังสือกระดาษลดลงเล็กน้อย อ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์พุ่งทะยาน

ตอนที่ 5 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

367
ห้องสมุดประชาชนเกาสง พลิกกระบวนทัศน์ สร้างนวัตกรรม เน้นให้คนมีส่วนร่วม เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง
readWORLD

ห้องสมุดประชาชนเกาสง พลิกกระบวนทัศน์ สร้างนวัตกรรม เน้นให้คนมีส่วนร่วม เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง

พลิกกระบวนทัศน์ สร้างนวัตกรรม เน้นให้คนมีส่วนร่วม เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง

147
‘ดอน กิโฮเต้’ วรรณกรรมจุดไฟฝัน ให้หันมองชีวิตที่ควรเป็น
readWORLD

‘ดอน กิโฮเต้’ วรรณกรรมจุดไฟฝัน ให้หันมองชีวิตที่ควรเป็น

ดอน กิโฮเต้ (Don Quixote) เป็นนิยายที่แต่งขึ้นมานานกว่า 400 ปี โดยมิเกล เด เซรบานเตส (Miguel de Cervantes) นักเขียนชาวสเปน ภาคแรกพิมพ์เผยแพร่ ค.ศ.1605 ภาคสองพิมพ์ห่างจากภาคแรกสิบปีคือ ค.ศ.1615

542|อ่าน : 13 นาที
GIFU MEDIA COSMOS แหล่งเรียนรู้อันวุ่นวายที่แสนสงบ
readWORLD

GIFU MEDIA COSMOS แหล่งเรียนรู้อันวุ่นวายที่แสนสงบ

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏตัวอย่างอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ

450
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.