เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

มากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์

มากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์

216
6 พฤษภาคม 2569

S__106668083.jpgมากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์   

          ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเดินบนถนนที่รู้จักมาตลอดชีวิต แต่ครั้งนี้มีคนเคาะผนังอาคารข้างทางแล้วบอกว่า "ตรงนี้มีเรื่องซ่อนอยู่" นั่นคือสิ่งที่ ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำในกิจกรรม TK Chat Walk: เดินราชดำเนิน ที่จัดโดย อุทยานการเรียนรู้ TK Park  สถาปัตยกรรมทุกชิ้นบนถนนสายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองการใช้งาน แต่ยังเป็นการแสดงออกทางความคิดของรัฐในแต่ละยุคสมัย มาเปิดเลเยอร์ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้เงาตึกแถวแต่ละหลังบนถนนสายนี้ไปด้วยกัน 

จาก-สี่แยกสายน้ำสู่บูเลอวาร์ดและประตูเมืองบานใหม่.jpg

จาก "สี่แยกสายน้ำ" สู่ "บูเลอวาร์ด" และประตูเมืองบานใหม่ 

          ก่อนที่ความเจริญของเมืองจะถูกวัดด้วยความกว้างของท้องถนน พื้นที่บริเวณนี้เคยถูกหล่อเลี้ยงและเชื่อมโยงด้วยสายน้ำ เพราะในอดีตการสัญจรหลักของชาวบางกอกคือการพายเรือล่องไปตามลำคลองรอบกรุง คลองมหานาค และคลองหลอด บริเวณด้านหลังป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าแก่เพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยชานกำแพงพระนครไว้อย่างสมบูรณ์ บริเวณนี้จึงเป็นเสมือนสามแยกทางน้ำที่คึกคักที่สุดในพระนคร  

          กระทั่งสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้พัดพามาถึงในปี พ.ศ. 2442 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะสร้างเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเพื่อเชื่อมต่อระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิตที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ โดยทรงได้รับแรงบันดาลใจจากถนนช็องเซลีเซ (Champs-Élysées) อันลือชื่อแห่งกรุงปารีส พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สองฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการ เพื่อเป็นศรีสง่าของเมืองหลวงและแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของสยามในสายตานานาชาติ 

          เมื่อบูเลอวาร์ด (Boulevard) หรือถนนสายหลักที่กว้างใหญ่ตามแบบตะวันตกถูกตัดผ่าน จุดเริ่มต้นของถนนราชดำเนินกลางตรงบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จึงกลายเป็นเสมือน "ประตูเมือง" บานใหม่ที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างถิ่น ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "ศาลาเฉลิมไทย" โรงมหรสพอันโอ่อ่าที่เคยมอบความบันเทิงให้ชาวพระนคร ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะได้รับการรื้อถอนและปรับภูมิทัศน์เป็น "ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์" ลานกว้างที่เปิดมุมมองให้เห็น "โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร" ซึ่งปัจจุบันลานกว้างหน้าโลหะปราสาทยังคงทำหน้าที่ในธรรมเนียมสากลอย่างการ "มอบกุญแจเมือง" โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะนำกุญแจเมืองมามอบให้แก่ประมุขแห่งรัฐ หรือพระราชอาคันตุกะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับเข้าสู่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างเป็นทางการ 

สถาปัตยกรรมทรงตัด-และเวทีจัดแสดงความศิวิไลซ์.jpg

สถาปัตยกรรมทรงตัด และเวทีจัดแสดงความศิวิไลซ์ 

          เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถนนราชดำเนินกลางได้รับการพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่อีกระลอก โครงการก่อสร้างอาคารสองฝั่งถนนเริ่มขึ้นราวปี พ.ศ. 2481 ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในขณะนั้นที่จะสร้าง "ภาพลักษณ์ใหม่" ให้กับบ้านเมือง อาคารสองฝั่งถนนถูกออกแบบด้วยสไตล์สถาปัตยกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในโลกตะวันตกยุคนั้น เป็นรูปแบบศิลปะที่ประกาศจุดยืนปฏิเสธความอ่อนช้อย ลวดลายประดับประดาดอกไม้ เถาวัลย์ หรือลวดลายหัวเสาแบบกรีก-โรมันที่เคยนิยมในยุคก่อนหน้า แต่หันมาเชิดชูความงามของเส้นสายทางเรขาคณิตที่เรียบง่าย ดูแข็งแรง ทว่าล้ำสมัยและพุ่งทะยานสู่อนาคต 

          เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของกลุ่มอาคารเหล่านี้คือการเป็นตึกแถว "ทรงตัด" ที่เมื่อมองจากระดับสายตาบนทางเท้า จะไม่เห็นกระเบื้องหลังคาลาดเอียงแบบเดิม ๆ ตามที่อาจารย์ชาตรีจึงชี้ชวนให้เห็นว่า “ตึกทรงตัดเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่อาคารพาณิชย์หรือสถานที่ราชการ แต่พวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือน "เวทีขนาดใหญ่" ที่รัฐใช้จัดแสดงวิถีชีวิตสมัยใหม่ (Modern Lifestyle) ของคนไทยในยุคนั้น”  

          ในยุคสมัยแห่งการสร้างชาติที่มีการรณรงค์ผ่านนโยบายรัฐนิยม ให้ประชาชนหันมาสวมหมวก ใส่รองเท้า แต่งกายแบบตะวันตก และเลิกพฤติกรรมการกินหมาก ราชดำเนินกลางจึงกลายเป็นเสมือนศูนย์รวมความศิวิไลซ์และไลฟ์สไตล์ที่โก้เก๋ที่สุดของประเทศ เป็นที่ตั้งของ "ห้างไทยนิยม" ห้างสรรพสินค้าที่ก้าวหน้าที่สุด มีโรงแรมหรูระดับสามดาวอย่าง "โรงแรมสุริยานนท์" (หรือที่คนยุคหลังคุ้นเคยในชื่อโรงแรมมาเจสติก) คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง 

          พื้นที่แห่งนี้ยังสะท้อนความทันสมัยผ่านกิจการร้านค้ารายย่อยที่เรียงรายอยู่ตามชั้นล่างของอาคาร เช่น ร้านตัดผมที่นำเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศเข้ามาใช้เป็นแห่งแรก ๆ ของกรุงเทพฯ โดยตั้งชื่ออย่างน่ารักและสื่อความหมายตรงตัวว่า "ห้องอากาศเย็น" ซึ่งถือเป็นความหรูหราและแปลกใหม่สูงสุดในยุคนั้น รวมถึงการปรากฏตัวของแบรนด์เครื่องสำอางไทยยุคบุกเบิกอย่าง "แป้ง 1.77" ของคุณประชิด ผู้ชนะเลิศนางสาวธนบุรีคนแรกในปี พ.ศ. 2477 ที่เลือกเปิดกิจการบนถนนสายนี้ อันเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความมั่นใจ กล้าหาญ และก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจได้อย่างภาคภูมิ 

S__106668086.jpg

รหัสลับแห่งสถาปัตยกรรม และกิโลเมตรที่ศูนย์ 

          หากเดินลัดเลาะมาจนถึงกึ่งกลางของถนน เราจะพบกับหัวใจและแลนด์มาร์กสำคัญของการออกแบบเมืองยุคใหม่ นั่นคือ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" สถาปัตยกรรมชิ้นเอกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงวงเวียนตกแต่งเมืองเพื่อความสวยงามเพียงผิวเผิน แต่ถูกคำนวณและแฝงรหัสทางประวัติศาสตร์ไว้ในทุกตารางนิ้ว อาจารย์ชาตรีได้ถอดรหัสภาษาลับแห่งสถาปัตยกรรมเหล่านี้ให้ผู้ร่วมเดินได้เห็นว่า 

          “ขนาดและสัดส่วนทุกอย่างมีความหมาย รัศมีของฐานและความสูงของปีกทั้งสี่ทิศที่กำหนดไว้ 24 เมตรนั้น สื่อถึงวันที่ 24 อันเป็นวันสำคัญ ปืนใหญ่ที่ถูกนำมาฝังคว่ำหน้าลงโดยรอบมีจำนวน 75 กระบอก สื่อถึงปี พ.ศ. 2475 พานรัฐธรรมนูญด้านบนสุดที่สูง 3 เมตร สื่อถึงเดือนที่ 3 ตามปฏิทินแบบเก่า (เดือนมิถุนายน ซึ่งเดิมไทยนับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) ส่วนป้อมตรงกลางที่ทำหน้าที่รองรับพานนั้น ถูกออกแบบเป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม มีประตู 6 บาน และมีประติมากรรมพระขรรค์ 6 เล่ม สื่อถึง "หลัก 6 ประการ" ของคณะราษฎร” 

          นอกจากนี้ เหนือพระขรรค์ขึ้นไปยังประดับด้วยลวดลายประติมากรรม "อรุณเทพบุตร" หรือพระอาทิตย์ชักรถ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ศิลปะมีความหมายถึง "แสงสว่างเมื่อแรกขึ้น" เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งยุคสมัยใหม่ที่กำลังสาดส่องลงมายังบ้านเมือง ประติมากรรมอันวิจิตรทั้งหมดนี้เป็นผลงานการปั้นของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และออกแบบโครงสร้างโดย หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล 

          มากไปกว่าความเป็นอนุสรณ์สถาน พื้นที่บริเวณฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังถูกกำหนดให้เป็น "หลักกิโลเมตรที่ 0" ของประเทศไทยอีกด้วย ในวันเปิดอนุสาวรีย์อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้จุดนี้เป็นจุดสตาร์ทในการเดินทางไปเปิดเมืองใหม่ที่จังหวัดลพบุรี โดยรถยนต์เคลื่อนตัววิ่งผ่านถนนพหลโยธิน ซึ่งในขณะนั้นถูกเรียกว่า "ถนนประชาธิปัตย์" (Democracy Road) ด้วยความตั้งใจเชิงสัญลักษณ์ที่จะให้ราชดำเนินเป็นจุดเริ่มต้นของถนนทุกสาย ที่จะนำพาความเจริญก้าวหน้ากระจายออกไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหากสังเกตให้ดี บริเวณใกล้เคียงอนุสาวรีย์ในปัจจุบัน ยังมีแผ่นคอนกรีตรูปแผนที่ประเทศไทย แสดงเส้นทางหลวงสำคัญในอดีตซ่อนตัวอยู่แนบเนียนกับพื้นทางเท้า รอคอยให้ผู้คนไปเข้าไปศึกษาเรียนรู้ 

รอยอดีตตึกดินและประวัติศาสตร์สามัญชนที่ถูกลืม.jpg

รอยอดีต "ตึกดิน" และประวัติศาสตร์สามัญชนที่ถูกลืม 

          หากลองเดินเบี่ยงเข้าไปในตรอกซอกซอยด้านหลังของตึกทรงตัด จะพบกับอาณาเขตของประวัติศาสตร์อีกชั้นหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือย่านที่ผู้คนเก่าแก่เรียกขานกันติดปากว่า "ตึกดิน" 

          ย้อนไปถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณตั้งแต่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ทอดแนวยาวไปตามถนนดินสอ จนถึงวัดบวรนิเวศวิหารและถนนตะนาว เคยเป็นที่ตั้งของคลังเก็บดินปืนขนาดใหญ่ของพระนคร เนื่องจากการเก็บคลังอาวุธและดินปืนไว้ในเขตพระบรมมหาราชวังเคยเกิดอุบัติเหตุระเบิด คลังแสงจึงถูกย้ายออกมาตั้งโดดเดี่ยวในบริเวณนี้ ตามหลักการความปลอดภัยสมัยโบราณ พื้นที่แห่งนี้ต้องมีพื้นที่กันชน (Buffer Zone) เป็นร่องสวนผลไม้ขนาดใหญ่ล้อมรอบ เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลามหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน 

          เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีอาวุธพัฒนาขึ้น ตึกดินจึงหมดความจำเป็นลง พื้นที่ร่องสวนบริเวณขอบตึกดินทางทิศเหนือ จึงถูกแปรสภาพและใช้เป็นที่ตั้งของ "โรงเรียนสตรีวิทยา"  

          อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่แสดงร่องรอยของคลังดินปืนโบราณที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ ชื่อเรียกขาน ดังเช่น ตรอกตึกดิน สะพานตึกดิน มัสยิดบ้านตึกดิน (ดาริสซุนนะห์) และศาลเจ้าพ่อตึกดิน สถานที่เหล่านี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญและหน้าต่างสู่อดีตที่แจ่มชัด  

          อีกหนึ่งความทรงจำที่มีชีวิตชีวา คือเรื่องราวของ "ชุมชนป้อมมหากาฬ" ชุมชนชานกำแพงพระนครที่เคยเป็นบ้านพักของข้าราชบริพารตั้งแต่ต้นกรุง พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมความบันเทิงแบบชาวบ้านที่เรียกว่า "ลิเก" โดยมีวิกลิเกของ "พระยาเพชรปาณี" ที่สะท้อนชีวิตและอารมณ์ขันของคนกรุงเทพฯ โด่งดังอย่างมากในยุครัชกาลที่ 5 จนแม้แต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ยังต้องเสด็จมาทอดพระเนตร 

          ลึกเข้าไปในชุมชนแถบนี้ยังเคยเต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและหาดูได้ยากในปัจจุบัน ทั้งการทำอาชีพ "หลอมทอง" ที่ชาวบ้านจะตระเวนไปตามร้านทองย่านเยาวราช เพื่อรับซื้อผ้าสักหลาดที่ช่างทองใช้ปูรองขณะทำงาน นำมาเผาไฟเพื่อสกัดเอาเศษฝุ่นทองคำขนาดเล็กที่ร่วงหล่น นำมาหลอมรวมกันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาชาวบ้านใช้ดำรงชีพมาแต่โบราณ ไปจนถึงการรวมกลุ่มของชาวใต้ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองกรุง มารับจ้างทำ "กรงนกเขา" ขาย จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการรวมกลุ่มและประเพณีการประกวดนกเขาสุดคึกคักในชุมชน 

          ถนนราชดำเนินกลาง ท่ามกลางโครงการพัฒนาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังเบ่งบาน จึงเป็นมากกว่าแค่ถนนสายประวัติศาสตร์ที่สวยงามของรัฐ แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ถูกซ้อนทับด้วยของความทรงจำอันหลากหลายและซับซ้อน เป็นศูนย์รวมของทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม ความฝัน นวัตกรรม และหยาดเหงื่อวิถีชีวิตของสามัญชน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถนนสายนี้จะยิ่งมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เมื่อศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ National Knowledge Center (NKC) จะเปิดตัวขึ้นบนพื้นที่ย่านราชดำเนิน เป็นสัญญาณว่าถนนสายนี้ยังคงเป็นพื้นที่ที่สังคมไทยเลือกจะฝากความหวังและจินตนาการแห่งอนาคตไว้เสมอมา 

          เพื่อกะเทาะเปลือกแห่งกาลเวลาและทำความเข้าใจเมืองหลวงของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กิจกรรม TK Chat Walk: เดินราชดำเนิน จัดโดย TK Park จึงเป็นมากกว่าแค่การทัวร์ประวัติศาสตร์ แต่คือการเชิญชวนให้ทุกคนได้ลงพื้นที่จริง สัมผัสประสบการณ์ตรง และร่วมกันอ่านเมืองด้วยมิติที่ลึกขึ้นไปพร้อมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ เพราะเมื่อเราอ่านสถาปัตยกรรมออก เราก็จะสามารถอ่านและเข้าใจสังคมที่รายล้อมตัวเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

บทความแนะนำ

พลังของคำว่า ‘ไม่’ ในวันที่ลูกกำลังเติบโต
บล็อก

พลังของคำว่า ‘ไม่’ ในวันที่ลูกกำลังเติบโต

บทเรียนแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรได้เรียนไปพร้อมๆ กับลูกน้อยก็คือ พลังของคำว่า ‘ไม่’ นั่นเอง

416
สร้างเด็กยุคใหม่ ให้เป็นฮีโร่พิทักษ์โลก
บล็อก

สร้างเด็กยุคใหม่ ให้เป็นฮีโร่พิทักษ์โลก

สอนเด็กยุคใหม่ให้เข้าใจและรับมือกับ Climate Change

328|อ่าน : 15 นาที
เพราะ “เรื่องเล่น” เป็นของทุกวัยไม่ใช่แค่เด็ก
บล็อก

เพราะ “เรื่องเล่น” เป็นของทุกวัยไม่ใช่แค่เด็ก

ทำอย่างไรให้การเล่นยังมีอยู่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

288
ในโลกที่ไม่มีใครเรียนรู้เหมือนกัน
บล็อก

ในโลกที่ไม่มีใครเรียนรู้เหมือนกัน

มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้ด้วยวิธีเดียว บทความนี้ชวนสำรวจ 4 จังหวะการรับรู้ ทั้งการฟัง การมองเห็น การลงมือทำ และการอ่านเขียน เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบเฉพาะตัว และก้าวข้ามมาตรฐานเดียวสู่การเรียนรู้ที่หลากหลาย

192
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
บล็อก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

จากวังสวนบ้านแก้วสู่พื้นที่การศึกษา ชวนย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้คน

306
ทำไมเราจึงไม่ “มูฟออน” จากหนังสือเล่มเก่า  จะดีหรือเปล่าหากชอบอ่านซ้ำ?
บล็อก

ทำไมเราจึงไม่ “มูฟออน” จากหนังสือเล่มเก่า จะดีหรือเปล่าหากชอบอ่านซ้ำ?

“หนังสือเล่มเก่าในดวงใจ” คือเพื่อนสนิทผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และยังวางรออยู่ในชั้นหนังสือที่เดิมเพื่อให้เรากลับมาทักทายอยู่เสมอ

2147
แสวงหาตัวตน เข้าใจชีวิต
บล็อก

แสวงหาตัวตน เข้าใจชีวิต

การมีอัตลักษณ์หรือตัวตนสำคัญมากแค่ไหน ทุกคนจำเป็นต้องตามหาหรือเปล่า

503
วรรณกรรมไทย แปลดีได้ แปลขายทั่วโลก
บล็อก

วรรณกรรมไทย แปลดีได้ แปลขายทั่วโลก

TK Park รวมประเด็นเสวนาปิดท้ายโครงการ “พัฒนาทักษะนักแปลเผยแพร่วรรณกรรมไทยสู่สากล”

246|อ่าน : 10 นาที
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์