เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก

ผู้เขียน: พนิตชนก ดำเนินธรรม
100
23 กันยายน 2569

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก 

          “ไม่มีเสียงไหนที่ดังกว่าใคร เมื่อเราอยู่ในบุ๊กคลับ”

          เป็นประโยคที่ได้ยินจากเซสชันหนึ่งที่ Asian Festival of Children's Content (AFCC) ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอในหัวข้อ "Children's Book Clubs as Worlds for/in Conversation and Critical Dialogue" (บุ๊กคลับสำหรับเด็ก ในฐานะพื้นที่ของการสนทนาและการคิดเชิงวิพากษ์) นำเสนอโดย ดร.กัน ซูเจีย (Gan Sujia) นักวิจัยชาวสิงคโปร์จาก National Institute of Education ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง "Reading Metafictive Children's Novels in a Virtual Book Club"  

          การนำเสนอในวันนั้น พาเราไปเห็นตัวอย่างการทำบุ๊กคลับกับเด็กระดับประถม อันเป็นกระบวนการเก็บข้อมูลสำหรับงานวิจัยของดร.กัน เพื่อถอดรหัสให้เห็นว่าการทำบุ๊กคลับกับเด็กนั้นพาเราไปเห็นอะไร เด็กได้อะไร และมันสำคัญอย่างไรในเมื่อทุกคนก็อ่านหนังสือกันอยู่แล้ว การมาอ่านด้วยกันนั้นจะพาเราไปไกลกว่าการอ่านเพียงลำพังได้แค่ไหน

          บทความนี้จึงขอพาทุกคนเข้าไปนั่งกับผู้เขียนในห้องเสวนาวันนั้น โดยจะพยายามถ่ายทอดเอาใจความสำคัญที่ทำงานกับหัวใจออกมาให้ทุกคนได้อ่านอย่างครบถ้วนที่สุด ด้วยเห็นว่ามันจะมีประโยชน์มากแน่ๆ สำหรับคุณครู บรรณารักษ์ พ่อแม่ หรือใครก็ตามที่ทำงานรายล้อมรอบตัวเด็ก ๆ  

ที่มาของภาพ   

 

เริ่มต้นจากคำถามสำคัญ “บุ๊กคลับ คืออะไรกันแน่”

          เพื่อให้เห็นภาพที่ตรงกัน ดร.กัน  ได้ให้ความหมายของบุ๊กคลับในแบบที่เธอกำลังจะพูดถึง ว่าแบบไหนใช่และไม่ใช่ โดย สิ่งที่เป็นบุ๊กคลับ คือกลุ่มที่มารวมตัวกันเป็นประจำ อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยการพูดคุยและตั้งคำถามแบบเปิด ทำต่อเนื่องได้หลายครั้ง และที่สำคัญที่สุด คือโฟกัสอยู่ที่ บทสนทนา ไม่ใช่การทดสอบว่าอ่านจับใจความรู้เรื่องไหม

          สิ่งที่ไม่ใช่บุ๊กคลับ คือการมาโชว์หนังสือครั้งเดียวจบแบบ show and tell  แบบฝึกหัดจับใจความที่มีคำตอบถูกรออยู่แล้ว การอ่านออกเสียงที่ผู้ใหญ่นำตลอดทั้งกระบวนการ หรือกิจกรรมที่เพียง "อ้างอิงจากหนังสือ" แต่ไม่ได้มีบทสนทนาระหว่างกันเกิดขึ้น

          ดร.กัน ย้ำหนักแน่นถึงประเด็นที่ค่อนข้างนามธรรม แต่ถ้าได้เข้าใจแล้วก็จะเข้าใจไปตลอด จนสามารถเปลี่ยนวิธีที่ใช้มองการอ่านได้เลย นั่นคือเธอมองว่า บุ๊กคลับคือ World-Making Space หรือพื้นที่สร้างโลก           

ที่มาของภาพ 

 

          คำนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเมื่อเด็กมารวมตัวกันเพื่อคุยเรื่องหนังสือ พวกเขาไม่ได้แค่ "ถอดรหัส" ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร แต่พวกเขากำลัง ตีความเรื่องราว สร้างโลกของเรื่องเล่าร่วมกัน และสำรวจความเป็นไปได้แบบอื่นๆ ที่หนังสืออาจไม่ได้เขียนไว้ตรงๆ ความหมายของหนังสือไม่ได้จำเป็นต้องมีเฉลยอยู่ที่ด้านหลัง แต่สามารถถูกสร้างขึ้นร่วมกัน ในวงสนทนาแห่งนั้น

และในกระบวนการนี้ เด็กจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับ รอฟังว่าหนังสือเล่มนั้นหมายถึงอะไร แต่พวกเขาจะเป็นผู้ที่สนุกกับการได้ร่วมสร้างความหมาย (Active Co-Creators of Meaning) ผ่านการต่อยอดความคิดของกันและกัน ท้าทายกัน ขัดเกลาความคิดกันไปมา จนเกิดสิ่งที่ ดร.กัน เรียกว่า "การคิดขั้นสูงที่การอ่านคนเดียวอาจพาไปไม่ถึง" 

          การอ่านเงียบ ๆ คนเดียวก็มีเสน่ห์เรียบง่าย และมอบประโยชน์มากมายให้กับนักอ่าน ในขณะเดียวกัน ก็มีเพดานบางประการที่การอ่านเพียงลำพังอาจพาข้ามไปไม่ถึง หากไม่มีนักอ่านคนอื่นมาช่วยให้เราได้เห็นแง่มุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน  


เลือกหนังสือที่เอื้อต่อการสร้างบทสนทนา

          งานวิจัยระดับปริญญาเอกของดร.กัน เธอให้เด็กชั้นประถมห้า อายุประมาณ 11 ปี จากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง อ่านนิยายประเภทที่เรียกว่า Metafiction หรือ อภิบันเทิงคดี เป็นหนังสือที่ใช้รูปแบบหรือเทคนิคการเล่าเรื่องที่จงใจทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งที่กำลังเสพอยู่นั้นเป็นเพียง "เรื่องแต่ง" หรือ "เรื่องสมมติ" ที่ถูกสร้างขึ้นมา อย่างเช่นหนังสือสองเล่มที่เลือกใช้ในงานวิจัยนี้คือ The Bad Beginning ของ Lemony Snicket และ The Name of this Book is Secret ของ Pseudonymous Bosch 

          เหตุผลที่ต้องเลือกหนังสือประเภทนี้ เป็นเพราะดร.กัน มองว่าความ "กำกวม" และ "ไม่ลงตัว" ของมัน คือพื้นที่ที่เปิดให้เด็กได้ถกเถียง ตีความ และไม่เห็นด้วยได้ พูดง่ายๆ คือมันไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกให้ยึด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบทสนทนา

          เธอเลือกจัดบุ๊กคลับในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างเช่น เวลาเลิกเรียนที่ไม่ตรงกัน การเดินทางมายังสถานที่ทำบุ๊กคลับที่เด็กอาจไม่สะดวกทุกคน และเธอก็พบว่า วิธีการที่ยืดหยุ่นเช่นนี้ก็อาจเหมาะกับเด็กรุ่นใหม่ ที่มีทักษะทางเทคโนโลยีคล่องแคล่ว พวกเขาสามารถล็อกอินเข้ามาตามเวลานัดหมายได้จากบ้านตัวเอง อีกทั้งเธอยังค้นพบว่า เด็กบางคนที่เงียบมากในห้องเรียน กลับกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นในวงออนไลน์ มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่ครูบอกว่า "แทบไม่เคยได้ยินเสียงเธอเลย" แต่ในบุ๊กคลับ เธอพูดเยอะ ออกความเห็นสนุกและคมคายจนครูประหลาดใจ 

ที่มาของภาพ 

 

พื้นที่สบายใจให้เด็กได้พูดถึงหนังสือ

          ดร.กัน ได้นำเอาตัวอย่างถ้อยคำที่เด็กๆ พูดในวงบุ๊กคลับออนไลน์ มาให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันเห็นร่องรอยความคิด การเรียนรู้ของเด็กๆ และที่สำคัญไปกว่านั้น คือทักษะทางสังคม ความน่ารักใจดีที่เด็กๆ แสดงต่อกัน ตัวอย่างเช่น เด็กแย่งกันเกรงใจและให้เกียรติกัน โดยบอกเพื่อนว่า "เธอพูดก่อนสิ เธอพูดก่อนได้นะ"  เด็กยังสามารถเชื่อมโยงความคิดของตัวเองต่อยอดจากของเพื่อนได้ "เราว่าเราก็รู้สึกเหมือนกันเลย คล้ายกับที่... (ชื่อเพื่อน) พูด" เด็กๆ วิจารณ์ความคิดเห็นของกันและกัน "เขาเน้นย้ำเลยว่ามันน่าเบื่อมากจริงๆ"  

          เด็กชายคนหนึ่งบอกตรงๆ ว่าเขา "ไม่ชอบหนังสือเล่มนี้เลย" เพราะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างน่าเบื่อมาก ซึ่ง ดร.กัน ชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่แย่เลย เพราะการที่เด็กได้ฝึก อธิบายว่าทำไมถึงชอบหรือไม่ชอบอะไร คือทักษะที่ต้องบ่มเพาะ และการที่เด็กเห็นว่าคนต่างคนมีความคิดและรสนิยมต่างกันได้ เหล่านี้คือบทเรียนที่มีค่าสำหรับพวกเขา

          อีกตัวอย่างคือ มีเด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าเธอชอบที่ตัวละครหญิงในเรื่องเข้มแข็งและกล้าหาญกว่าตัวละครชาย และประโยคเล็กๆ นั้นเองที่กลายเป็นสะพานพาทั้งวงไปสู่การถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ นี่แหละคือสิ่งที่ ดร.กัน หมายถึงเมื่อพูดว่า “หนังสือเป็น จุดตั้งต้นของบทสนทนาที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวหนังสือเอง” 


มากกว่าแค่การสนทนา แต่คือทักษะที่เด็กจะได้ติดตัวไป

          ดร.กัน สรุปทักษะสำคัญที่เด็กจะได้รับจากการเข้าร่วมบุ๊กคลับไว้ดังนี้

          การคิดเชิงวิพากษ์  

เด็กได้ฝึกประเมินหลักฐาน ตั้งคำถามกับข้อสมมติที่เคยเชื่อ และที่สำคัญคือ สามารถอธิบายเหตุผลของการตีความให้เพื่อนฟังได้ ไม่ใช่แค่คิดในใจ แต่ต้องยืนยันความคิดของตัวเองให้คนอื่นฟังอย่างเข้าใจได้

          ความเห็นอกเห็นใจ  

การได้รู้จักและทำความเข้าใจผ่านทั้งตัวละครในหนังสือ และผ่านบทสนทนากับเพื่อน ทำให้เด็กได้ฝึกการมองจากมุมของคนอื่น (Perspective-Taking) ข้ามไปที่อีกฝั่งเพื่อรับรู้อารมณ์ความรู้สึก ที่ไม่ได้มีเพียงตนเองเท่านั้นเป็นศูนย์กลาง  

          การสร้างความหมายร่วมกัน  

การได้ทั้งฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยน เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะต่อยอด ท้าทาย และขัดเกลาความคิดของกันและกัน จนเกิดเป็นการคิดขั้นสูงและทักษะการสื่อสารที่การอ่านลำพังให้ไม่ได้

          ทักษะทั้งสามนี้ คือทักษะที่เด็กคนหนึ่งจะใช้ไปตลอดชีวิต ทั้งในห้องประชุม ในความสัมพันธ์ และในการเป็นพลเมืองที่คิดเป็น
 

อีกหลายความเป็นไปได้ใกล้เคียงบุ๊กคลับ

          การทำบุ๊กคลับในคำจำกัดความของดร.กัน นั้นอาจมาพร้อมข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งช่วงวัยที่เหมาะกับเด็กประถมศึกษา ที่สามารถอ่านหนังสือเล่มด้วยตัวเองได้แล้ว รวมถึงสามารถรับผิดชอบจัดการเวลาการอ่าน การเข้าร่วม Zoom Meeting ด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี ต่างจากเด็กปฐมวัยที่ยังอ่านตัวหนังสือด้วยตัวเองไม่ได้ หากเป็นในบริบทห้องเรียน ก็อาจติดขัดด้านเวลาไม่เพียงพอ มีทรัพยากรจำกัด หรือแม้กระทั่งในบุ๊กคลับของผู้ใหญ่ ก็ต้องอาศัยการจัดการ มีพื้นที่ มีการเดินทางมาเข้าร่วม ทั้งหมดนั้นอาจฟังดูยากเกินกว่าที่ใครสักคนคิดอยากจะลองจัดบุ๊กคลับขึ้นมาดูบ้าง

          ดร.กัน ได้นำเสนอเรื่องนี้เช่นกัน และเน้นย้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนว่าอย่ายึดติดเพียงแค่กับรูปแบบบุ๊กคลับเท่านั้น หากเราย้อนกลับไปดูเป้าหมายสำคัญของการทำบุ๊กคลับ ที่ไม่ใช่เพียงรูปแบบ แต่คือการสร้างบทสนทนา การเปิดพื้นที่ให้ได้เห็นหลากหลายมุมมอง และการตอบสนองเชิงวิพากษ์ ทั้งสามเป้าหมายสำคัญนี้ สามารถเข้าไปอยู่ในกิจกรรมรูปแบบอื่นก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น  

การอ่านออกเสียงและชวนพูดคุย (Read-Aloud with Discussion Stops)  

          ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง และอาจหยุดตรงจุดสำคัญเพื่อถามว่า "หนูคิดว่าตอนนี้ตัวละครรู้สึกยังไงนะ" วิธีนี้เหมาะกับเด็กเล็กมาก เพราะไม่ต้องรอให้เด็กอ่านเองได้ แต่ยังได้ฝึกการถามใจตัวเองเพื่อคิด และแสดงความเห็น

สมุดบันทึกการอ่าน (Reading Response Journal)  

          ให้เด็กเขียนหรือ วาดหลังอ่านหนังสือ โดยอาจให้โจทย์สนุกๆ ผ่านคำถามชวนคิดอย่าง "อะไรที่ทำให้หนูประหลาดใจ" หรือ "ถ้าเป็นหนู หนูจะตัดสินใจต่างจากตัวละครไหม"  สำหรับเด็กที่ยังเขียนไม่คล่อง การวาดคือภาษาที่ทรงพลังไม่แพ้กัน 

ที่มาของภาพ 

 

อ่านด้วยกัน คุยด้วยกัน (Paired Reading Conversation)  

          ชวนเด็กๆ ที่ชอบหนังสือเล่มเดียวกัน อ่านแล้วพูดคุยกันหลังอ่าน โดยแต่ละคนเตรียมมาหนึ่งคำถามและหนึ่งข้อสังเกต แค่นี้ก็เกิดบทสนทนาเล็กๆ ที่มีคุณภาพได้แล้ว

สนทนาจากหนังสือ (Book Talk)  

         จัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้มาเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองรัก อาจเป็นตอนที่ชอบที่สุด ตัวละครที่ประทับใจ หรือเป็นคำถามที่ยังสงสัยเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นก็ได้

          จะเห็นว่าวิธีเหล่านี้ไม่ต้องใช้อะไรมากไปกว่าหนังสือหนึ่งเล่มกับคนที่ยอมนั่งฟัง มันคือบุ๊กคลับที่ย่อส่วนลงมา แต่ยังเก็บหัวใจดวงเดิมไว้ได้ครบถ้วน
 

การอ่านก็สำคัญ และการได้คิดก็ยิ่งสำคัญไปกว่า

          นักปรัชญาชาวรัสเซียชื่อ มิคาอิล บาคติน (Mikhail Bakhtin) ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง "Dialogism" หรือการมองว่าความหมายเกิดขึ้นจากบทสนทนาเสมอ

          เขาบอกว่า เวลาเราอ่านหนังสือ จริงๆ แล้วเรากำลัง "สนทนา" กับความคิดในหนังสืออยู่ อาจเห็นด้วยบ้าง เถียงบ้าง คิดต่อจากมันบ้าง และหากเราได้เอาหนังสือเล่มนั้นไปคุยกับคนอื่นต่อ พื้นที่ของการสนทนาและการทำความเข้าใจก็ยิ่งขยายออกไปอีก การอ่านจึงไม่เคยเป็นกิจกรรมที่จบอยู่ในหัวเราคนเดียว แต่มันมีชีวิตต่อเมื่อถูกพูดออกมา ถูกได้ยิน และถูกโต้ตอบ

          โดยเฉพาะกับเด็ก บุ๊กคลับที่สามารถออกแบบกระบวนการได้อย่างละเอียดอ่อน อาจกลายเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ให้กับเด็กคนหนึ่งได้เลย เป็นพื้นที่ที่เขาสบายใจที่จะได้แสดงความคิดเห็นอย่างซื่อตรง มีส่วนร่วมกับวงสนทนา ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและโลกรอบตัว โดยมีหนังสือเป็นจุดอ้างอิงร่วมที่ทำให้แม้แต่บทสนทนายากๆ ก็พูดถึงได้ 

ที่มาของภาพ   

 

          ย้อนกลับไปนึกถึงภาพเด็ก ป.5 ในงานวิจัยของ ดร.กัน ที่แย่งกันพูดว่า "เธอพูดก่อนสิ!" ที่เถียงกันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเพราะตัวละครในนิยาย ที่เด็กเงียบๆ คนหนึ่งได้ค้นพบเสียงของตัวเอง ทำให้เราได้เห็นภาพที่ยืนยันถึงความเชื่อที่ชัดเจนเพื่อตอบคำถามที่ว่า เด็กเป็นใครในกระบวนการอ่าน เป็นภาชนะที่รอเรากรอกความหมายที่ถูกต้องลงไป หรือเป็นนักคิดตัวเล็กๆ สามารถสร้างความหมายของตัวเองได้

          บุ๊กคลับที่ดี ไม่ได้สอนเด็กว่าหนังสือหมายความว่าอะไร แต่มันบอกเด็กว่า ความคิดของหนูมีค่า มีคนอยากฟัง และหนูมีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้

          และถ้าเราหยิบยื่นความเชื่อแบบนี้ให้เด็กได้ตั้งแต่ยังเล็ก ผ่านวงล้อมเล็กๆ ที่มีหนังสือวางอยู่ตรงกลาง เราว่ามันคือของขวัญที่ติดตัวเขาไปได้ไกลกว่าคำตอบท้ายบทใดๆ ทั้งสิ้น

 

รายการอ้างอิง 

  • Gan, S. & Loh, C. E. (2024), "'I feel like my awareness grew': Fostering dialogues to increase awareness through virtual book clubs" (Changing English) งานวิจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังเซสชันนี้ ว่าด้วยการใช้บุ๊กคลับออนไลน์กับเด็ก ป.5 เพื่อเปิดพื้นที่สนทนาแบบบาคติน อ่านแล้วเห็นภาพว่าบทสนทนาเด็กงอกงามได้อย่างไร
  • Gan, S. (2024), "Becoming Active Readers with Metafictive Children's Novels" (Children's Literature in Education)  เจาะลึกว่าทำไมหนังสือที่ "แหกกฎ" อย่าง metafiction ถึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการฝึกให้เด็กเป็นนักอ่านที่กระตือรือร้น
  • How We Read Podcast, S2E2: "The Social Life of Book Clubs" (โดย Loh Chin Ee) พอดแคสต์ที่ ดร.กัน เล่าเรื่องงานวิจัยด้วยตัวเอง มีตัวอย่างจริงของเด็กเงียบที่กลายเป็นเด็กช่างพูดในวง ฟังเพลินและได้แรงบันดาลใจ
  • AFCC (Asian Festival of Children's Content) เทศกาลประจำปีที่สิงคโปร์ว่าด้วยเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชนในเอเชีย เป็นพื้นที่พบปะของนักเขียน นักวาด นักวิจัย และคนทำงานกับเด็กจากทั่วภูมิภาค
  • แนวคิด Dialogic Reading (Whitehurst และคณะ) สำหรับเด็กเล็กที่ยังอ่านเองไม่ได้ หลักการ "อ่านแบบสนทนา" ด้วยสูตร PEER และ CROWD คือรากฐานที่ต่อยอดไปสู่บุ๊กคลับได้ ลองหาอ่านเพิ่มที่ Reading Rockets
  • Literature Circles (Harvey Daniels) โมเดล "วงวรรณกรรม" คลาสสิกที่ให้เด็กประถมรับบทบาทต่างกันในการคุย เหมาะสำหรับครูที่อยากมีโครงชัดๆ ในการเริ่มต้น 

ผู้เขียน : พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก

บทความแนะนำ

พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป : เที่ยวแบบ Chat Walk ลัดเลาะเรียนรู้จากตรอกซอกซอย ชุมชน และผู้คน
บล็อก

พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป : เที่ยวแบบ Chat Walk ลัดเลาะเรียนรู้จากตรอกซอกซอย ชุมชน และผู้คน

ชวนออกเดินสำรวจบางลำพูผ่านเรื่องเล่าจากผู้คนและพื้นที่จริง ก่อนชวนมองใหม่ว่าแหล่งเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ซ่อนอยู่ในตรอก ซอย ถนน และชุมชนรอบตัวเรา

225
K-Pop Invasion เมื่อดนตรี K-pop รุกคืบสู่ตลาดโลก
บล็อก

K-Pop Invasion เมื่อดนตรี K-pop รุกคืบสู่ตลาดโลก

TK Park ชวนมองวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมเพลงป็อปจากแดนกิมจิ รากฐานวัฒนธรรมแข็งแรงที่ไม่ได้เกิดในชั่วข้ามคืน

977|อ่าน : 10 นาที
จากร้านหนังสือสู่คอมมูนิตี้นักอ่าน เมื่อโลกออนไลน์พาเราออกมาเจอกันในพื้นที่จริง
บล็อก

จากร้านหนังสือสู่คอมมูนิตี้นักอ่าน เมื่อโลกออนไลน์พาเราออกมาเจอกันในพื้นที่จริง

สำรวจมุมมองจากคนทำหนังสือและร้านหนังสืออิสระ เมื่อการอ่านไม่ได้จบลงที่หน้าสุดท้าย แต่ต่อยอดเป็นบทสนทนา กิจกรรม และความสัมพันธ์ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับร้านและย่าน

188
เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้
บล็อก

เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้

ชวนมอง “ชุมชน” ในรูปแบบใหม่ เมื่อห้องสมุดและพื้นที่เรียนรู้สาธารณะช่วยลดความโดดเดี่ยว เติมพลังให้พ่อแม่ และเปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ

170
คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ
บล็อก

คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ

ในทุกๆ วันเราไม่ได้แค่ "ใช้" AI แต่เรากำลังแลกข้อมูลส่วนตัวและอำนาจการตัดสินใจให้มันไปแบบเนียนๆ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน คำถามคือ คุณรู้ตัวหรือเปล่า?

124
ไม่อ่านหนังสือ คือไม่ชอบเรียนรู้ จริงหรือเปล่า?
บล็อก

ไม่อ่านหนังสือ คือไม่ชอบเรียนรู้ จริงหรือเปล่า?

ขยายพรมแดนนิยามคำว่าการอ่าน เข้าใจหลายหนทางการเรียนรู้ของเด็ก ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในเล่มหนังสือเท่านั้น

136
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
บล็อก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

จากวังสวนบ้านแก้วสู่พื้นที่การศึกษา ชวนย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้คน

117
เปิดพื้นที่ให้คิด(ส์)
บล็อก

เปิดพื้นที่ให้คิด(ส์)

เมื่อนิทานที่คุ้น กลับไม่เหมือนเคย

125
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.