This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

สู่ทศวรรษใหม่

สู่ทศวรรษใหม่

29

17_cover.jpg

 

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดแถลงข่าวผลสำรวจการอ่านของประชากร พ.ศ. 2561 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 มีการนำเสนอผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 55,920 ครัวเรือน ทั่วประเทศ และการจัดทำหนังสือ ‘เข็ม’ รวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงในรอบ 10 ปีของทศวรรษแห่งการอ่าน (พ.ศ.2552-2561) ข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อสังเกตจากผลการสำรวจ ตลอดจนเนื้อหาในหนังสือจะทยอยนำมาลงเป็นตอนๆ ตลอดเดือนเมษายนจนถึงมิถุนายน

 

           หากการทบทวนอดีตคือการสรุปบทเรียน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว การมองไปยังอนาคตก็คือความฝันและความหวัง แต่เพื่อไม่ให้เป็นความเพ้อฝันหรือความหวังลมๆ แล้งๆ การคาดการณ์แนวโน้มอย่างมีข้อมูลและตรรกะจึงจะสะท้อนถึงความใฝ่ฝันและความมุ่งหวังตั้งใจ

           ก่อนจะจบบทสำรวจปรากฏการณ์การอ่านในรอบ 10 ปี จึงขอเสนอบางประเด็นทิ้งไว้เป็นข้อสังเกตให้พิจารณาถกเถียงและตั้งคำถามเล็กๆ น้อยๆ ให้ช่วยกันไตร่ตรอง รวมทั้งข้อมูลที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อหาส่วนแรกแต่มีความน่าสนใจและสมควรบันทึกเอาไว้ เพื่อใช้เป็นฐานคิดสำหรับก้าวต่อไปในการสร้างสังคมความรู้

นิเวศการเรียนรู้

          การสร้างความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้คนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้นั้น จำเป็นต้องสร้าง ‘นิเวศการเรียนรู้’ หรือสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างเฉพาะบุคคคล และส่งเสริมให้เกิดแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ในลักษณะที่เป็นความสัมพันธ์เชิงบวก (empowerment) มองในแง่นี้พื้นที่กายภาพและพื้นที่การเรียนรู้เสมือนหรือออนไลน์ล้วนมีความสำคัญและต้องใช้อย่างผสมผสาน

          การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความอยากรู้และอยากเรียนรู้ให้ได้เสียก่อน จึงจะนำไปสู่การแสวงหาความรู้หรือข้อมูลสารสนเทศ หรือการสร้างประสบการณ์ที่นำไปสู่ความรู้ด้วยตนเอง (experimental experience) โดยมีพื้นที่รองรับให้ผู้เรียนสามารถทดลองหรือประยุกต์ความรู้นั้นกับชีวิตจริง มีกระบวนการสะท้อนผลจากการเรียนรู้ (reflect and feedback) เกิดเป็นความรู้ใหม่ที่นำไปถ่ายทอดแบ่งปัน และความรู้ใหม่นี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในการเรียนรู้ต่อที่ซับซ้อนขึ้นหรือดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

          โรงเรียนและห้องเรียน ห้องสมุด สื่อและทรัพยากร และเทคโนโลยี อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ทันสมัย เป็น ‘โครงสร้างที่สนับสนุนการเรียนรู้’ ที่ช่วยทำให้วงจรของระบบนิเวศการเรียนรู้ดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด เนื่องจากประเด็นความสนใจใหม่ๆ ของผู้เรียนในฐานะปัจเจกเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและมีความหลากหลายแตกต่างกัน อาทิ

          โรงเรียนและห้องเรียนจะต้องมีความยืดหยุ่นคล่องตัวมากขึ้น พื้นที่การเรียนรู้ควรขยายขอบเขตไปมากกว่าห้องเรียนแบบเดิมๆ ครูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รู้จักแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์และมีความท้าทายทางปัญญา การจัดรูปแบบห้องเรียนจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง สร้างความกระหายใคร่รู้และสนับสนุนให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หากเป็นไปได้ควรมีความเชื่อมโยงกับชุมชน มีกิจกรรมร่วมกับสาธารณะ เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือแบ่งปันประสบการณ์

          ห้องสมุดยังคงมีความสำคัญ ถึงแม้ว่าสารสนเทศที่สามารถเข้าถึงได้จะเป็นดิจิทัล แต่ผู้เรียนก็ยังต้องการพื้นที่เพื่อการรวมตัวกันในการแสวงหาและสร้างสรรค์สารสนเทศ ห้องสมุดจึงไม่เพียงเป็นแหล่งสืบค้นสารสนเทศเท่านั้น แต่ควรสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าสารสนเทศ และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ด้วย

          สื่อและทรัพยากรดิจิทัล เทคโนโลยีการศึกษา และอุปกรณ์หรือเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุคใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถใช้ทรัพยากรและเครื่องมือต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม มีทักษะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

          ทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creative and Innovation-driven Economy) จำเป็นต้องมีรากฐานมาจากความรู้และทักษะการใช้ความรู้ จึงมีความเป็นไปได้ว่านับจากนี้ไปทุกองค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้ จะได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยที่การอ่านเป็นทักษะและกระบวนการส่วนหนึ่งเท่านั้นในนิเวศการเรียนรู้ทั้งระบบ

เทคโนโลยี: สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป

          หากมองย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งการอ่าน (พ.ศ. 2552-2561) มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งหลายสิ่งไม่เคยปรากฏหรือไม่อาจคาดคิดมาก่อน

          ในวันนั้นอาจมีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังไม่มีใครรู้จักแท็บเล็ต

          ในวันนั้นอาจมีโทรศัพท์มือถือ แต่ยังไม่มีใครคุ้นเคยกับสมาร์ทโฟน

          ในวันนั้นอาจมีเว็บไซต์ มีเฟซบุ๊ก มี MSN แต่ยังไม่มีแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือสารพัดแอพที่มีให้โหลดกันอย่างสะดวกง่ายดายเพื่อใช้งานนอกเหนือจากการสื่อสารพูดคุย

          ไม่มีใครคาดคิดว่าอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle - UAV) หรือโดรน ที่ใช้กันในวงการทหารจะถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการขนส่งสินค้า การติดกล้องเพื่อถ่ายรูปจากมุมสูง การฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีในการการเกษตร การติดตามตรวจสอบสภาพอากาศและการจราจร การสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก การรักษาความปลอดภัยของเมืองและที่พักอาศัย

          ไม่มีใครคาดคิดว่าโทรศัพท์มือถือจะเข้ามาแทนที่โทรทัศน์ วิทยุ เป็นธนาคารส่วนตัว เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่จับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้าได้จริงๆ

           อินเทอร์เน็ตทรงพลังขึ้นมหาศาลทั้งความเร็วและความจุ จากที่ใช้งานเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พัฒนามาไกลถึงขั้นอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Thing – IoT) ที่สามารถควบคุมเครื่องมือต่างๆ ให้ทำงานได้จากระยะไกลด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือสั่งการ

          หุ่นยนต์ที่ดูเหมือนเรื่องไกลตัว บัดนี้คืบคลานเข้ามาใกล้อย่างคาดไม่ถึง

          และ ณ วันเริ่มต้นทศวรรษแห่งการอ่าน ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักคิวอาร์โค้ด เครื่องพิมพ์สามมิติ ปัญญาประดิษฐ์ และบล็อกเชน

          รวมถึงยังไม่มีใครรู้จักอาชีพนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ที่ทุกวันนี้กำลังมาแรง

          ในห้วงระยะสิบปี เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและเกิดใหม่มากมาย และยังเปลี่ยนโลกการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ทุกที่ทุกเวลา เอื้อต่อการเรียนรู้ที่มีความเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนต้องกระตือรือร้นและมีความรับผิดชอบสูงขึ้น[1] ถึงแม้ว่าเราไม่อาจล่วงรู้ได้ล่วงหน้าถึงเทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive Technology) แต่ประสบการณ์ในรอบสิบปีสอนให้เราประจักษ์ชัดถึงพลังการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเทคโนโลยี ดังนั้นแทนที่จะกังวลกับอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ใช่หรือไม่ว่าเราควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนด้วยการเรียนรู้เข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างรู้เท่าทัน

คุณภาพการศึกษา: ปัญหาที่ยังคงอยู่

          การศึกษาในระบบแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) โดยตรง แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของความรู้พื้นฐานที่สำคัญที่ช่วยต่อยอดการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา โดยเฉพาะความรู้เชิงแนวคิดทฤษฎีซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศการเรียนรู้

          กล่าวกันว่าประเทศที่จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีได้นั้น จะต้องมีระบบการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลก สร้างคนเพื่ออนาคต มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักคิดวิเคราะห์ มีความเป็นผู้นำและกล้าตัดสินใจ

           การศึกษาคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับตัวของเด็กหรือผู้เรียน การลงทุนด้านการศึกษาจึงไม่ใช่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อใช้เป็นปัจจัยการผลิต แต่คือการพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งกอปรด้วยคุณลักษณะที่ช่วยยกระดับคุณภาพสังคมและระบบเศรษฐกิจที่ดี

           World Development Report 2019 on the Changing World of Work ได้จัดทำดัชนีชี้วัดตัวใหม่คือ ดัชนีทุนมนุษย์ ซึ่งได้มาจากการรวบรวมข้อมูลการศึกษา ทักษะ และสุขภาพ ที่สะสมต่อเนื่องตลอดชีวิต และวัดผลรวมของทุนมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี เพื่อแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงว่าการลงทุนเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของเด็กสามารถเพิ่มรายได้ของประชากรและประเทศให้สูงขึ้นได้ในอนาคต การลงทุนเพื่อเสริมสร้างทุนมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตราความยากจน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มศักยภาพและเกิดความยั่งยืน[2]

            ดัชนีทุนมนุษย์ปี 2561 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เด็กไทยสามารถเข้าเรียนในระบบโดยเฉลี่ย 12.4 ปีจนถึงอายุ 18 ปี แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพการเรียนรู้แล้ว จะเท่ากับเด็กได้รับการศึกษาเพียง 8.6 ปีเท่านั้น ซึ่งส่วนต่างนี้เกิดจากคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ได้มาตรฐาน[3]

           คุณภาพการศึกษาเกี่ยวโยงกับเนื้อหาหลักสูตร ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน รูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอน การสอบวัดผลหรือการประเมิน นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับเรื่องคุณภาพครูผู้สอน คุณภาพสถาบันผลิตครู ความเป็นอิสระและความรับผิดชอบ (accountability) ของโรงเรียน รวมถึงโครงสร้างการกำกับดูแล ตลอดสิบปีที่ผ่านมาปัญหาคุณภาพการศึกษายังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของระบบการศึกษาไทย ทั้งๆ ที่มีการลงทุนด้านนี้สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

           การปฏิรูปการศึกษาเป็นความพยายามที่เกิดขึ้นตลอดมานับตั้งแต่ก่อนที่จะมีทศวรรษแห่งการอ่าน และถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญในการปฏิรูปประเทศที่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน ถึงกับบรรจุเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (มาตรา 258 จ. และมาตรา 261) และแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นกลไกดำเนินงาน

          อย่างไรก็ตาม ในห้วงทศวรรษแห่งการอ่าน นโยบายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่จดจำและใกล้เคียงกับการปฏิรูปการศึกษาที่สุดคือ “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” ซึ่งคนในกระทรวงศึกษาธิการพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นไม่ใช่การลดเวลาการเรียน แต่เป็นการลดเวลาการสอน และนำเวลาที่เหลือไปเพิ่มการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งโดยหลักการแล้วนับว่าเดินมาถูกทาง เพราะเด็กไทยเรียนหนักติดอันดับโลก ใช้ชั่วโมงเรียนในห้องเรียนมากแต่กลับได้ความรู้น้อย[4]

           กิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้นโยบายนี้มีหลากหลายรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการใช้ห้องสมุด แต่การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมายังมีอุปสรรคและความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากทุกฝ่ายอยู่ไม่น้อย จึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงตั้งแต่เป้าหมายและค่านิยมของการเรียน การปรับหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ไปจนถึงการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น[5]

Wisdom of the Crowd

          เมื่อโลกทั้งใบถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ได้นำปรัชญาความเชื่อเรื่องข่าวสารเสรีเข้ามาสู่แต่ละประเทศด้วย ข้อมูลสารสนเทศที่เปิดเผยและเข้าถึงได้กลายเป็นค่านิยมใหม่ของชนดิจิทัล แม้แต่ในวงการห้องสมุดโลกก็ยึดถืออุดมคติในการส่งเสริมการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้เพื่อคนทุกคน โดยไม่แบ่งแยกหรือกีดกัน

          ไม่ว่าในโลกที่เป็นจริงจะเป็นเช่นไร การยึดกุมความเชื่อเช่นนี้ไว้ช่วยไม่ให้เกิดการผูกขาดความรู้ พลเมืองมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ

          ในขณะเดียวกันความเชื่อเรื่องสารสนเทศเสรียังทำให้ปัจเจกชนตระหนักในความรู้อันจำกัดของตนและเคารพในความรู้ของผู้อื่น การแสวงหาความรู้จึงดำเนินไปบนพื้นฐานของการแบ่งปันเพื่อเพิ่มพูนความรู้เดิม เกิดความรู้ใหม่ หรือแม้กระทั่งช่วยกันหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะรู้ดีว่าลำพังปัญญาความรู้ของตนเองนั้นไม่เพียงพอกับการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ มีแต่เพียงปัญญารวมหมู่เท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหายากๆ ได้สำเร็จ

          คุณค่าใหม่นี้คลี่คลายออกมาเป็นรูปแบบความร่วมมือของกลุ่มคนหรือฝูงชน (crowd) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจากพลังของคนเล็กคนน้อย คำใหม่ๆ อย่างเช่น Crowdsourcing ก็ดี Crowdfunding ก็ดี เป็นคำที่สื่อถึงพลังแห่งปัจเจกชน วิกิพีเดีย ซึ่งเปิดตัวใช้งานเมื่อปี 2544 ก็ถือกำเนิดมาด้วยหลักคิดเดียวกันนี้ ซึ่งในเวลาเพียง 12 ปีก็ติดอันดับเว็บไซต์ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 6[6]

          กรณีประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณน่าเป็นห่วงในเรื่องของเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต[7] แต่กลับมีปรากฏการณ์อีกด้านที่เกิดขึ้นมาคู่ขนาน อาทิ การต่อสู้เพื่อข้อมูลสารสนเทศที่เปิดกว้างและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรีโดยองค์กรภาคประชาสังคม พลังของปัจเจกในฐานะพลเมืองเน็ต และการสร้างพื้นที่ทางสังคมให้ผู้คนมาร่วมแบ่งปันความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาและทดลองลงมือทำ รูปธรรมดังกล่าวนี้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษแห่งการอ่าน โดยเฉพาะพื้นที่ทางสังคมที่เน้น ‘ปัญญาของฝูงชน’ นั้น น่าจะเป็นแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้ที่เผยโฉมให้เห็นมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

โบกมือลาทศวรรษแห่งการอ่าน

          เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2552 ก่อนที่จะมีการประกาศให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน ผู้คนที่ทำงานด้านส่งเสริมการอ่านจำนวนกว่า 30 องค์กรมาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ จนเกิดเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมทั้งสิ้น 26 ข้อ[8] แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังขาดฐานทางวิชาการรองรับความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ แต่ก็เป็นแนวคิดที่ตกผลึกมาจากประสบการณ์ในการทำงานจริง

และน่าจะสามารถนำมาต่อยอดด้วยการกำหนดประเด็นวิจัยได้ อย่างไรก็ตาม 10 ปีมานี้ไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอดังกล่าว

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่าทศวรรษแห่งการอ่านดำเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและการแตกออกเป็นสองขั้วทางความคิดของคนในสังคม อาจมีผู้เห็นแย้งว่าสถานการณ์การเมืองไม่ควรเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการอ่าน แต่ความจริงแล้วจะมีใครปฏิเสธได้ว่าในวงการสื่อ สำนักพิมพ์ บรรณาธิการ นักแปล นักเขียน และนักอ่าน ต่างก็ตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งนี้

          กระนั้นก็ดี มีเรื่องน่าสนใจอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมายในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อาทิ การกระจายตัวของเทศกาลหนังสือไปยังเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด รวมถึงเทศกาลหนังสือชื่อดังอย่าง Big Bad Wolf ที่เข้ามาจัดในไทยเป็นครั้งแรก การเกิดสำนักพิมพ์ใหม่ที่ผลิตผลงานหลากหลายตอบโจทย์นักอ่านรุ่นใหม่ๆ และเกิดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งมาจากการผลักดันโดยภาคประชาสังคม

          แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งเคยอยู่ในความสนใจจำกัดเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ แต่เชื่อได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นรากฐานความคิดที่นำมาสู่การสร้างสรรค์พื้นที่การอ่านและการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น Co-working Space, Learning Commons, Maker Space, Fab Lab และอีกสารพัดชื่อที่ลงท้ายด้วย Lab ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในต่างประเทศมาก่อน เมื่อพื้นที่การเรียนรู้ลักษณะนี้แพร่เข้ามาปรากฏตัวในสังคมไทยก็ได้นำเข้ามาทั้งรูปแบบและปรัชญาความคิดที่แฝงอยู่เบื้องหลังด้วย

          อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือเนื้อหาที่เรียกว่า User Generated Content (UGC) ซึ่งมีให้ได้อ่านและดูกันอย่างละลานตาทางช่องทางออนไลน์ เกิดขึ้นมาจากแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Knowledge Creation) ในระยะแรกอาจอยู่ในรูปของบลอก (Blog) หรือเว็บบลอก แต่ทันทีที่เทคโนโลยีและแพล็ตฟอร์มรองรับการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาพัฒนามากขึ้น คนซึ่งเคยเป็นผู้บริโภคข้อมูลจึงแปรสภาพเป็นผู้ผลิต กลายเป็นผู้สร้างสรรค์เพจใหม่ๆ หลากหลายที่มีผู้ติดตามนับหมื่นนับแสน เกิดอาชีพใหม่เช่น ยูทูปเบอร์ (Youtuber) หรือเพียงแค่ถ่ายคลิปวิดีโอแล้วแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ก็อาจกลายเป็นไวรัลที่มีผู้ชมนับล้านในเวลาอันรวดเร็ว

          ในช่วงท้ายของทศวรรษแห่งการอ่าน ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมที่มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจนติดอันดับโลก จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทยสูงเป็นลำดับที่ 16 ของโลกหรือประมาณ 57 ล้านคน[9] และเป็นประเทศที่ใช้อินเทอร์เน็ตนานที่สุดในโลก เฉลี่ยถึงวันละ 9 ชั่วโมง 38 นาที โดยเป็นการใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือนานที่สุดในโลกเช่นกัน คือ 4 ชั่วโมง 56 นาทีต่อวัน อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียและความนิยมรับชมวิดีโอออนไลน์ ในแต่ละวันคนไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดีย 3 ชั่วโมง 10 นาที นานเป็นอันดับ 4 ของโลก มีผู้นิยมใช้

          โซเชียลมีเดียมากถึง 51 ล้านคน โดยสามอันดับแรกได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูป ไลน์ ขณะที่กรุงเทพมหานคร ติดอันดับเมืองที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเป็นประจำมากที่สุดในโลก คือประมาณ 22 ล้านคน[10]

          สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจในปี 2560 ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความนิยมแพร่หลายของการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารประเภทสมาร์ทโฟน กล่าวคือ มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 55.57 ล้านเครื่อง ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์ประเภทสมาร์ทโฟนถึงร้อยละ 72.3 ขณะที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 52.9 ของจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยเป็นการใช้ผ่านสมาร์ทโฟนถึงร้อยละ 93.7

          สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ตปี 2561 พบว่าคนไทยนิยมใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และอื่นๆ สูงถึงวันละ 3 ชั่วโมง 30 นาที การรับชมวิดีโอสตรีมมิ่ง เช่น ยูทูป หรือไลน์ทีวี เฉลี่ย 2 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน การใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการพูดคุยเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน การเล่นเกมออนไลน์วันละ 1 ชั่วโมง 51 นาที การอ่านบทความหรือหนังสือออนไลน์ประมาณ 1 ชั่วโมง 31 นาทีต่อวัน[11] แม้ว่าการอ่านจะใช้เวลานานน้อยกว่ากิจกรรมอื่น แต่เป็นกิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

          โดยสรุป เมื่อสิ้นสุดทศวรรษแห่งการอ่าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การอ่านผ่านหน้าจอกลายเป็นเรื่องปกติ พฤติกรรมการอ่านและการเรียนรู้ของคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้วจากสิบปีก่อนอย่างไม่มีวันหวนกลับ

 

 
 


[1] https://www.businessinsider.com/how-technology-is-shaping-the-future-of-education-2017-12#and-despite-the-inundation-of-technology-within-the-classroom-its-role-still-remains-to-be-determined-7

[2] https://prachatai.com/journal/2018/10/79133

[3] https://www.bbc.com/thai/thailand-45891236

[4] https://www.voicetv.co.th/read/251466

[5] https://www.posttoday.com/politic/report/386234

[6] https://th.wikipedia.org/wiki/วิกิพีเดีย

[7] https://www.voathai.com/a/global-internet-freedom-2017/4115150.html

[8] ผู้สนใจข้อเสนอ อ่านได้ที่ http://www.tkpark.or.th/tha/academic_books_detail/9/TK-Forum-2009

[9] https://www.internetworldstats.com/top20.htm

[10] www.brandbuffet.in.th/2018/02/global-and-thailand-digital-report-2018/ อ้างถึงผลสำรวจของ We Are Social บริษัทตัวแทนโฆษณาและที่ปรึกษาด้านการตลาดของอังกฤษ ร่วมกับ Hootsuite บริษัทให้คำปรึกษาเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียของแคนาดา

[11] https://www.etda.or.th/app/webroot/content_files/13/files/Slide_for_Stage%281%29.pdf

 

 
June 19, 2019

Recommended articles

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย
readWORLD

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย

ารยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนการทำงานของหลากหลายประเทศ ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็ง ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขความสำเร็จในการขับเคลื่อนการศึกษาที่แตกต่างกัน อีกทั้งนิยามความสำเร็จยังสามารถมองได้หลายมิติ

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561
readWORLD

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561

ตอนที่ 1 การนำเสนอผลสำรวจการอ่านของประชากร

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization
readWORLD

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ทำความรู้จักกับอาชีพนี้ ผ่านชีวิตและผลงานของฮานส์ โรสลิ่ง

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์
readWORLD

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์

มหานครแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางระดับโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงสี่หมื่นแปดพันล้านปอนด์ มีประชากร 2.6 ล้านคนและธุรกิจกว่า 90,000 แห่ง

8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ
readWORLD

8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ

ตัวอย่างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีแนวคิดแปลกใหม่ ซึ่งพรมแดนที่กั้นแบ่งการเรียนรู้ การทำงาน และการดำเนินชีวิตถูกลดเลือนเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ห้องสมุดดีที่สุดในออสเตรเลีย
readWORLD

ห้องสมุดดีที่สุดในออสเตรเลีย

ห้องสมุดทั้ง 8 แห่งได้รับการออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชั้นนำ ดังนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นห้องสมุดดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดที่สวยที่สุดของออสเตรเลีย ณ เวลานี้ อีกด้วย

‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง
readWORLD

‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง

A room is not just a room: The library as shared place and why it matters to communities

1870
206
|Read : 15 min
262
13
48
|Read : 5 min
397
|Read : 5 min
25
|Read : 5 min
68