This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

Phenomenon-based Learning กับบทบาทครูในห้องเรียนฟินแลนด์

Phenomenon-based Learning กับบทบาทครูในห้องเรียนฟินแลนด์

2911 | Read : 6 min
March 2, 2020

cover_ph.jpg


          นักเรียนที่โรงเรียน ฮิเดนกิวิ (Hiidenkivi Comprehensive School) ประเทศฟินแลนด์ ไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนรู้เรื่องราวที่คนอื่นค้นพบมาแล้ว แต่พวกเขากำลังเรียนรู้เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวของเขาเอง

          เด็กนักเรียนใช้เวลา 9 สัปดาห์กับโครงการแบบสหวิทยาการที่ชาวฟินแลนด์เรียกว่า ‘การเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน’ หรือ Phenomenon-based Learning ซึ่งเป็นคำที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นมาโดยสำนักงานการศึกษาแห่งชาติฟินแลนด์

          อันที่จริง การเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน นั้นมีความใกล้เคียงอย่างมากกับ ‘การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน’ (หรือการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงาน) ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในสหรัฐ แนวคิดทั้งสองแบบนี้ให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติจริงหรือกิจกรรมที่ลงมือทำจริง เปิดให้ผู้เรียนเป็นคนกำหนดและควบคุมทิศทางของโครงการซึ่งสัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริง เน้นให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทักษะหลากหลายผสมผสานกัน มากกว่าการยึดติดอยู่กับความรู้ที่ครูสอนหรือครูเป็นผู้กำหนด

          การเรียนรู้แบบเปิดกว้างเช่นนี้ทำให้เด็กๆ มีอิสระมากขึ้นในการสำรวจค้นหาหัวข้อที่พวกเขาสนใจที่สุดอย่างแท้จริง ในกรณีของฟินแลนด์ การเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความรู้ผสมผสานแบบสหวิทยาการ ซึ่งจะต้องไม่มีข้อยกเว้น และคำถามที่อยากรู้ต้องเกิดขึ้นจากตัวของผู้เรียนจริงๆ ประเด็นนี้ทำให้มันมีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกับ ‘การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน’ หรือ Problem-based Learning (ซึ่งเรียกชื่อย่อว่า PBL เหมือนกัน)

          ในงานประชุมวิชาการว่าด้วยการศึกษาโลก ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซตต์ เพตเทอรี่ อีโล (Petteri Elo) ซึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนฮิเดนกิวิมานานกว่า 12 ปี อธิบายให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานทำงานอย่างไร เขาบอกว่าขณะที่หน่วยงานด้านการศึกษาของฟินแลนด์เรียกร้องให้ทุกโรงเรียนจัดให้มีกิจกรรมที่ใช้กระบวนการการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานอย่างน้อยปีละ 1 กิจกรรม แต่บรรดาโรงเรียนและครูต่างก็ลงมือจัดการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดนี้กันไปแล้วอย่างกว้างขวาง ที่โรงเรียนฮิเดนกิวิ นักเรียนชั้นประถม 1 จนถึงมัธยม 3 ใช้กระบวนการเรียนรู้นี้ตลอด 9 สัปดาห์ในหนึ่งปีการศึกษา ผ่านเนื้อหา 4 สาระวิชาในลักษณะสหวิทยาการ ตัวอย่างเช่นเมื่อเร็วๆ นี้นักเรียนเพิ่งจะได้เรียนเรื่องราวที่สนใจจากหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยการใช้วิชาฟิสิกส์ เคมี ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในวิชาภูมิศาสตร์ พวกเขาให้ความสนใจกับเรื่องทวีปอาร์กติกและภาวะโลกร้อน ส่วนวิชาคณิตศาสตร์พวกเขาได้ฝึกฝนเรื่องของการคำนวณหาค่าสถิติต่างๆ

          อีโล เป็นครูที่เก่งที่สุดในการนำเอาแนวคิดการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานมาใช้จัดการเรียนการสอน แต่เพื่อนร่วมงานบางคนก็ลังเลที่จะยอมรับความกระตือรือร้นของเขาในเรื่องนี้ เพราะโดยปกติแล้วการจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษานั้น ครูส่วนใหญ่มักจะสอนในวิชาที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากที่จะปรับมาใช้วิธีจัดการเรียนการสอนโดยผสานโครงการที่มีลักษณะวิชาแบบสหวิทยาการ เพื่อนครูของอีโลหลายคนจึงไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนแปลง และพยายามชี้ให้เห็นว่าบทบาทในห้องเรียนของพวกเขานั้นก็เป็นกระบวนการที่ (ทึกทักเอาเอง) เรียกว่าเป็นการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเช่นกัน

"เมื่อไรที่คุณบอกว่าจัดการเรียนการสอนโดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แล้วคิดไปเองว่ามันคือการสอนที่ครูไม่สามารถทำอะไรได้ ครูต้องถอยออกมา แล้วปล่อยให้นักเรียนลงมือทำสิ่งต่างๆ เอง ความคิดเช่นนั้นไม่เป็นความจริงเลย"

          อีโลบอกว่า การเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานนั้น ครูจะต้องมั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ตามหัวข้อหรือเรื่องต่างๆ ที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อที่จะสามารถคิดไตร่ตรองถึงคำถามเพื่อการวิจัยค้นคว้าในเรื่องที่เขาสนใจได้ ครูต้องสอนนักเรียนว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างหรือได้มาซึ่งคำถามวิจัยที่เหมาะสมและสามารถนำไปสู่กระบวนการค้นคว้าที่น่าสนใจ ได้ลงมือทำ หรือแม้แต่โอกาสที่จะได้ลองทำวิจัยแบบพื้นๆ ดังนั้นในบางจังหวะครูอาจจำเป็นต้องหยุดกระบวนการค้นคว้าของนักเรียนไว้ชั่วขณะ เพื่อที่จะสอนและช่วยแนะนำทักษะหรือสร้างตัวแบบการใช้ทักษะที่ผสมผสานอย่างหลากหลายให้กับผู้เรียน เพื่อให้นักเรียนนำไปใช้ในกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นของพวกเขาเอง

          อีโลพบว่าตัวเขาได้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากวิธีการสอนแบบ ‘สั่งสอนทางตรง’ ไปเป็นการยื่นมือออกไปช่วยเหลือนักเรียนเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ สิ่งนี้สำคัญมากเพราะการถอยกลับสลับเดินหน้าเช่นนี้ทำให้นักเรียนมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำแนะนำตามทักษะหรือเนื้อหาสาระที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องเมื่อต้องรวมเอาทุกทักษะและเนื้อหาเข้ามาไว้ในโครงการของพวกเขา ตัวอย่างความช่วยเหลือจากครูในกรณีดังกล่าวนี้ก็เช่น เขาจะคอยช่วยนักเรียนในการตระเตรียมคำถามสัมภาษณ์ ก่อนที่พวกเขาจะไปพูดคุยกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญผ่านวิดีโอคอล แต่ในการสัมภาษณ์จริงก็จะปล่อยให้นักเรียนดำเนินการซักถามด้วยตัวพวกเขาเอง

          ระบบการเรียนรู้รูปแบบนี้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการเรียนรู้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญต่อตัวผู้เรียน นี่แหละคือเป้าหมายซึ่งเป็นแก่นกลางประการแรกสุดของการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน

          “ผมถอนตัวออกมาเมื่อเห็นว่าเด็กๆ เริ่มไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผม เพราะพวกเขาได้ค้นพบสิ่งที่ต้องการแล้ว” อีโลกล่าว และบอกว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เขาอยากทดลองทำในห้องเรียน “ในความคิดของผม ผมกำลังสอนและกำลังสร้างตัวแบบการสอน แต่ผมไม่ได้สอนเนื้อหาสาระวิชาความรู้หรอกนะ มันคือการสอนและสร้างทักษะให้กับเด็กๆ ต่างหาก”

phenomenon-based-leqanring_orig.png

กระบวนการเรียนรู้แบบ Phenomenon-based Learning
Photo : janetlordeducation.com

 


วีดิทัศน์ การสอนแบบ Phenomenon-based Learning แทนที่การสอนแบบรายวิชา ในฟินแลนด์

 

หมายเหตุ

สนใจแนวคิดเรื่อง การเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน (Phenomenon-based Learning) ดูที่ https://hechingerreport.org/the-teachers-role-in-phenomenon-based-learning/

เนื้อหาเกี่ยวกับ Phenomenon-based Learning ผลิตโดย The Hechinger Report องค์กรข่าวสารอิสระและไม่แสวงหากำไร นำเสนอสาระด้านนวัตกรรมการศึกษาและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผู้ที่สนใจคลิกดูที่ https://hechingerreport.org/

 

ที่มาเนื้อหา

แปลและเรียบเรียง จาก https://www.kqed.org/mindshift/55006/the-teachers-role-in-finlands-phenomenon-based-learning

Recommended articles

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

1870
กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์
readWORLD

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์

มหานครแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางระดับโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงสี่หมื่นแปดพันล้านปอนด์ มีประชากร 2.6 ล้านคนและธุรกิจกว่า 90,000 แห่ง

48|Read : 5 min
8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ
readWORLD

8 พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ

ตัวอย่างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีแนวคิดแปลกใหม่ ซึ่งพรมแดนที่กั้นแบ่งการเรียนรู้ การทำงาน และการดำเนินชีวิตถูกลดเลือนเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

397|Read : 5 min
ห้องสมุดดีที่สุดในออสเตรเลีย
readWORLD

ห้องสมุดดีที่สุดในออสเตรเลีย

ห้องสมุดทั้ง 8 แห่งได้รับการออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชั้นนำ ดังนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นห้องสมุดดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดที่สวยที่สุดของออสเตรเลีย ณ เวลานี้ อีกด้วย

25|Read : 5 min
‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง
readWORLD

‘พื้นที่สาธารณะ เทศะรังสรรค์ สถานที่แบ่งปัน’ แนวคิดเชื่อมโยงห้องสมุดกับการพัฒนาเมือง

A room is not just a room: The library as shared place and why it matters to communities

68
นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 2
readWORLD

นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 2

World Reading Habits in 2018

24|Read : 3 min
นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’
readWORLD

นิตยสาร ‘ตาย’ สื่อออนไลน์ ‘เกิด’

ตอนที่ 10 ข้อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

22
นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 1
readWORLD

นิสัยการอ่านของพลเมืองโลก ตอนที่ 1

World Reading Habits in 2018

26
Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.