เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. สื่อการเรียนรู้ของ TK Park
  4. บทความ
บทความ

ความรู้

ภาพอนาคตความมั่นคงทางสังคมหลังโควิด 19

ภาพอนาคตความมั่นคงทางสังคมหลังโควิด 19

139
10 มิถุนายน 2563

Cover_Woravan-01.jpg

          สถานการณ์โควิด 19 เป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกว่าโลกเราจะสามารถผลิตวัคซีนที่สามารถต้านทานไวรัสชนิดนี้ และจัดจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วโลกได้ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบว่าเมื่อไหร่ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมส่งผลกระทบต่อคนในสังคมที่ตั้งคำถามถึงอนาคตตนเอง กับความมั่นคงทางสังคมว่าจะเป็นอย่างไรในวันข้างหน้า

          และถึงแม้ประเทศไทยจะมีการจัดการได้ค่อนข้างดี บวกกับผลการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขยังคงสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไว้ได้อยู่ แต่การบริหารจัดการสถานการณ์ ก็ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกมิติของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ แรงงานนอกระบบ ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยจากการบรรยายหัวข้อ Social Safety Net ความมั่นคงทางสังคมหลังโควิด 19 ของ รศ.ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในกิจกรรม Re:learning for the Future 19 ความท้าทายใหม่ในโลกที่(ไม่)เหมือนเดิม ที่จัดโดย สถาบันอุทยานการเรียนรู้ ได้ชวนตั้งคำถามถึงผลกระทบจากเหตุการณ์โควิดให้ประเทศไทยต้องกลับมาคิดทบทวนตาข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
BLOG_Woravan01-01.jpg
          ความเสี่ยงทางสังคม
          “Social Safety Net” ตาข่ายคุ้มครองทางสังคม คือ ระบบหรือกลไกที่รัฐใช้จัดการความเสี่ยงทางสังคม ซึ่งความเสี่ยงต่างกันตามช่วงวัย เช่น วัยเด็กความเสี่ยงทางสังคม การขาดอาหาร ขาดความรู้ ไร้ที่พึ่ง ถูกทำร้ายหรือว่าเจ็บป่วย ต่อมาในวัยผู้ใหญ่ มีความเสี่ยงเช่น ขาดรายได้ ตกงาน ปัญหาครอบครัว หรือเจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้ และความเสี่ยงทางสังคมในวัยผู้สูงอายุก็คือ การขาดรายได้ยังชีพ เจ็บป่วยเรื้อรัง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยตาข่ายคุ้มครองทางสังคมที่จัดโดยรัฐ ก็จะมีหลักการช่วยพยุงคนที่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงในสังคมให้สามารถลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ
           “ระบบสวัสดิการสังคมของภาครัฐ จริงๆ มีให้ประชาชนเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับ ซึ่งการช่วยผู้คน ส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือขั้นต่ำ เนื่องจากเป็นการใช้เงินจากภาษี ฉะนั้นปริมาณกับการควบคุม จึงขึ้นอยู่กับว่าประชาชนยอมเสียภาษีมากน้อยขนาดไหน แต่ระบบ Social Safety Net เป็นระบบสวัสดิการที่ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะวิกฤติโควิด 19 ทำให้คนวิตกกับเรื่องงานและรายได้  มีคนจำนวนมากที่กังวลเรื่องการไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสังคมให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทางสังคมและแรงงานนอกระบบ ที่ถือว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโควิด 19 “ อาจารย์วรวรรณ เล่าถึงบทบาทของตาข่ายคุ้มครองทางสังคมต่อวิกฤตโควิด 19

          สถานการณ์โควิด 19 เกี่ยวโยงถึงตาข่ายคุ้มครองทางสังคมของไทย
          การระบาดของไวรัสโควิด 19 ไม่ใช่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจ ยังส่งผลเกี่ยวโยงไปถึงตาข่ายคุ้มครองทางสังคมของไทยด้วย ตั้งแต่มาตรการปิดสถานที่เสี่ยงชั่วคราว การอยู่บ้านเพื่อชาติ การให้หยุดเคลื่อนย้ายประชากร การ Lockdown ทำให้คนทำงานจำนวนหนึ่งต้อง Work from Home โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กลุ่มมนุษย์เงินเดือน และมีคนจำนวนมากกว่าที่ไม่สามารถทำงานจากบ้านได้ ก็ต้องหยุดงาน
           ประเภทงานที่ได้รับผลกระทบ เป็นงานบริการทั้งหลาย ทั้งมนุษย์เงินเดือน ที่รับจ้างรายวันและเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยวิกฤติที่รุนแรงรอบนี้ ส่งผลให้ตาข่ายคุ้มครองทางสังคม ที่จัดให้โดยรัฐจึงต้องเข้ามารองรับ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ 2 รูปแบบคือ “การประกันว่างงานของสำนักงานประกันสังคม” และ “การสงเคราะห์”
          เริ่มจากความช่วยเหลือจากการประกันการว่างงาน อาจารย์วรวรรณ อธิบายว่า “ผู้จะได้รับสิทธิคุ้มครองเมื่อตกงาน ต้องเป็นผู้ที่จ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน ซึ่งการสมทบเงินประกันสังคมก็คือภาษีรูปแบบหนึ่ง โดยผู้มีสิทธิรับเงินกรณีว่างงาน ต้องสมทบเงินประกันสังคม 6 เดือนขึ้นไป ภายในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา และถ้าลาออกงานจะได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าคนที่ถูกให้เลิกจ้างจากการที่สถานประกอบการล้มละลายหรือหยุดกิจการเพราะภัยพิบัติ ซึ่งในช่วงโควิด ก็มีการขยายความคุ้มครองให้ผู้ตกงานเพราะโรคระบาดด้วย โดยรัฐก็มีการเพิ่มเงินประโยชน์ทดแทนจาก 50% เป็น 62%”
BLOG_Woravan02-01.jpg
          จากสถิติสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 จำนวนคนทำงานมีทั้งหมด 37 ล้านคน มีกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพด้านบริการที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่น ค้าขาย หรือพนักงานโรงแรม 13 ล้านคน  แต่ขณะเดียวกันกลุ่มอาชีพเหล่านี้กลับเป็นลูกจ้างผู้ประกันตนอยู่เพียง 2.3 ล้านคน ในผลสำรวจจึงสรุปได้ว่าความครอบคลุมของผู้มีสิทธิรับเงินประกันว่างงานสำหรับกลุ่มอาชีพบริการคิดเป็นเพียง 18% เท่านั้น และอีก 82% ที่ไม่ได้รับการครอบคลุม โดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในประกันสังคม สามารถไปรับการสงเคราะห์ รูปแบบการช่วยเหลืออีกอย่างหนึ่งของทางรัฐได้เช่นกัน
          รูปแบบการสงเคราะห์ ในสถานการณ์ปกติคนที่ยากลำบาก สามารถไปลงทะเบียนรับเงินสงเคราะห์ หน่วยงานพัฒนาสังคมจังหวัด ซึ่งต้องมีการตรวจสอบสิทธิ เช่น เป็นคนยากจนจริงหรือไม่ โดยใน 1 ปี สามารถขอรับความช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวและได้รับเงินสูงสุดที่ 2,000 บาทต่อครอบครัว  แต่ในวิกฤติครั้งนี้กระทบคนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว รัฐจึงมีการสงเคราะห์ มาตรการแจกเงินคนละ 5,000 บาท โดยคนที่เดือดร้อนก็ต้องไปลงทะเบียนขอรับสิทธิกับ “เราไม่ทิ้งกัน”

          หลังโควิด จากวิกฤติ(อาจ)จะเป็นโอกาสสร้างตาข่ายคุ้มครองทางสังคมของไทยที่ยั่งยืน
          มีการคาดการณ์ว่าการพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคระบาดครั้งนี้ ต้องใช้เวลากว่า 12-18 เดือน ซึ่งช่วงเวลาที่รอยังไม่มีวัคซีนออกมาก ก็ได้ส่งผลกับการคาดการณ์ถึงกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบ ให้ยิ่งคาดการณ์ได้ยากขึ้น ว่าผู้คนจะสามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้เท่าไหร่ ส่วนคนที่กลับไปทำอาชีพเดิมไม่ได้ ต้องหาอาชีพใหม่ทำ หรือคนที่รับเงินประกันว่างงานจนครบ 3-6 เดือนและคนที่รับเงินจาก “เราไม่ทิ้งกัน” ครบ 3 เดือน แล้วยังไม่มีงานทำ ระบบการคลังจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ไปได้นานขนาดไหน
          แต่แม้ว่าการคาดการณ์จะยังยากอยู่ อาจารย์วรวรรณ ก็ได้แนะนำว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ทุกคนเตรียมพร้อมเรื่องการเงิน สุขภาพ โดยความสำคัญของการออม จะช่วยสร้างตาข่ายคุ้มครองทางสังคมที่ยั่งยืน เนื่องจากในวิกฤติครั้งนี้ ทำให้เห็นแล้วว่า คนวัยทำงานไม่มีเงินออม และถ้าในอนาคตยังไม่มีเงินออม ก็จะส่งกระทบต่อการเข้าสู่วัยสูงอายุ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเข้ามามีส่วนในการที่จะช่วยทำให้ระบบการออมที่สร้างขึ้นมาแล้วทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น เช่น การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขึ้นมาแล้วแต่ประชาชนร่วมออมในสัดส่วนที่น้อยมาก   
           ภาครัฐควรส่งเสริมการออมภาคบังคับ โดยแนวทางหนึ่งที่พอเป็นไปได้คือ การบังคับออมทางอ้อม ยกตัวอย่างในอนาคตถ้ารัฐจะมีการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ ก็ให้มีเงื่อนไขว่า รัฐช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่มีชื่ออยู่ในการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติหรือประกันสังคมเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐควรส่งเสริมให้คนมีรายได้มากพอจนสามารถที่จะออมได้ด้วย
BLOG_Woravan03-01.jpg
          นอกจากนี้อาจารย์ยังได้ทิ้งท้ายไว้ได้อย่างสนใจ ถึงสิ่งสำคัญของการสร้างตาข่ายคุ้มครองทางสังคม หลังวิกฤติโควิด “นอกจากการออมภาคบังคับที่ต้องเกิดขึ้น รัฐต้องปรับปรุงการบริหารจัดการด้านประกันสังคมให้มีความน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจที่จะสามารถคุ้มครองความเสี่ยงให้ประชาชน โดยตัวระบบเองต้องปรับปรุง ไม่ทำตัวเป็นความเสี่ยงชนิดหนึ่งของประชาชน และสุดท้ายควรให้ท้องถิ่นมีบทบาทในงานด้านพัฒนาของสังคม เนื่องจากมีภาพให้เราเห็นแล้วว่า ในวิกฤติครั้งนี้ภาคประชาชนและท้องถิ่นได้ขึ้นมาทำงานเป็นตาสับปะรดและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอดส่องคนในชุมชน การช่วยเหลือผู้ยากลำบาก เรียกว่าต้องใช้ตาสับปะรดเหล่านี้ถึงจะช่วยทำให้ตาข่ายคุ้มครองทางสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

บทความแนะนำ

ค้นหาตัวตนที่ใช่ในแบบ ‘นนน – กรภัทร์’
บล็อก

ค้นหาตัวตนที่ใช่ในแบบ ‘นนน – กรภัทร์’

เด็กสายวิทย์ที่รู้ว่านิเทศศาสตร์คือคำตอบชีวิต

549
ใช้ Zoom อย่างไร ให้ไร้ปัญหา
บล็อก

ใช้ Zoom อย่างไร ให้ไร้ปัญหา

ไม่ว่าคุณจะใช้ Zoom เพื่อการประชุมกับที่ทำงาน การสอนนักเรียน หรือใช้เพียงแค่เชื่อมต่อกับเพื่อนหรือครอบครัว นี่คือสิ่งที่คุณควรจะรู้

18226
เรื่องเล่าชาวซึมเศร้า
บล็อก

เรื่องเล่าชาวซึมเศร้า

เรียนรู้และเข้าใจโรคซึมเศร้าผ่านหนังสือ

337
โลกสถาปัตยกรรม หลังโควิด 19
บล็อก

โลกสถาปัตยกรรม หลังโควิด 19

การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ในเมืองและสถาปัตยกรรม

79
อ่านแบบใบเฟิร์น-อัญชสา
บล็อก

อ่านแบบใบเฟิร์น-อัญชสา

หนังสือช่วยให้เราเข้าใจกันมากขึ้น

90
อ่านแล้วโค้ด! TK park แนะนำหนังสือสนุก 5 เล่ม เตรียมเด็กไทยสู่ภาษาใหม่แห่งอนาคต
บล็อก

อ่านแล้วโค้ด! TK park แนะนำหนังสือสนุก 5 เล่ม เตรียมเด็กไทยสู่ภาษาใหม่แห่งอนาคต

ยุคนี้ ใครๆก็ต้องทำความรู้จักกับ Coding ทักษะที่คนพันธุ์ดิจิทัลจำเป็นต้องมี เพื่อให้สามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำตามที่ต้องการได้

456|อ่าน : 3 นาที
(WH)Y Read รู้จักแฟนนิยายวายเพิ่มอีกนิด ในยุคที่วายกำลังฮิตระเบิด
บล็อก

(WH)Y Read รู้จักแฟนนิยายวายเพิ่มอีกนิด ในยุคที่วายกำลังฮิตระเบิด

เชื่อหรือไม่หนึ่งในชั้นวางหนังสือตอนนี้ได้ถูกครอบครองไปแล้วกว่าครึ่งโดยบรรดาหนังสือนิยายวาย

212
ตะลุยโลกแห่งวิญญาณ ตำนาน ความเชื่อกับ 10 นิยายสยองขวัญฝีมือนักเขียนไทย
บล็อก

ตะลุยโลกแห่งวิญญาณ ตำนาน ความเชื่อกับ 10 นิยายสยองขวัญฝีมือนักเขียนไทย

ถ้าพร้อมหลอนแล้วเช็คลิสต์ไปพร้อมกันเลย!

9041
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือกิจกรรมร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเงื่อนไขและข้อตกลง
เกี่ยวกับเรา
การเดินทางติดต่อเรา
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.