This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

10 เล่มสายวิทย์ ไขความลับของชีวิตและโลกกว้าง

10 เล่มสายวิทย์ ไขความลับของชีวิตและโลกกว้าง

24
April 29, 2021

Science-Book-Cover.jpg

          ในโลกยุคใหม่ มีหนังสือดีๆ มากมายรอให้เราพลิกหน้ากระดาษไปพบความมหัศจรรย์ ยิ่งในยุคที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเคยเป็นตำราเล่มหนา เป็นยาขมหม้อใหญ่ที่ไม่มีใครอยากแตะ วันนี้กลายเป็นหนังสือ “ย่อยง่าย” พร้อมด้วยความสนุกที่ทำให้เราได้เข้าใจโลกและเข้าใจกลไกการทำงานในร่างกายอย่างลึกซึ้ง พวกเราชาว TK Park จึงไม่รอช้าที่จะคัดสรรหนังสือเหล่านี้ไว้ในห้องสมุดและหยิบมาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่สนใจวิทยาศาสตร์ได้มาอัพเดตความรู้กัน จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกันเลย

          [Part 1 รู้จักโลก]

Science-Book-01.jpg
          1. ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์
          ผู้เขียน ศุภวิทย์ ถาวรบุตร

          หนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาแต่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่เป็นรากฐานของการศึกษาวิทยาศาสตร์ อาจารย์ศุภวิทย์ ถาวรบุตร จะพาเราย้อนกลับไปค้นหาประวัติศาสตร์ของการศึกษา “ความจริง” ของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ยุคสำริด อารยธรรมกรีก วิทยาศาสตร์สมัยกลาง และความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ภายหลังการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ “การศึกษาความจริง” กลายเป็นเรื่องของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          บางคนอาจคิดว่า การย้อนกลับไปศึกษาอดีตนั้นไม่สำคัญเท่ากับการมองไปยังอนาคตของวิทยาศาสตร์ แต่หากเราได้ทราบประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์บางเรื่อง เราจะพบว่าแนวคิดและวิธีการค้นหาความจริงของคนในอดีตนั้นน่าทึ่งเพียงใด เช่น ใครๆ ก็รู้จักทฤษฎีบทพีธาโกรัส (a2+b2=c2) ที่เราเคยเรียนมาในสมัยมัธยมต้น แต่ใครบ้างจะรู้ว่าในสมัยที่พีธาโกรัสมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นยังไม่มีเลขอารบิกใช้ ไม่มีแม้แต่ระบบการถอดรากหรือทศนิยมซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญของสมการนี้ แล้วเขาขบคิดทฤษฎีนี้ได้อย่างไร? หนังสือเล่มนี้จะช่วยอธิบายความมหัศจรรย์ของวิธีคิดและวิธีศึกษาความจริงในสมัยโบราณ เพื่อเป็นรากฐานของการมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะในบทสุดท้ายของเล่มที่อาจารย์ศุภวิทย์จะชี้ให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องล้ำสมัยเกินเข้าใจ แต่อยู่แนบสนิทกับชีวิตอย่างแยกกันไม่ออก

Science-Book-02.jpg
          2. จุดกำเนิดของโลก ชีวิต จักรวาล และ (เกือบ) ทุกสิ่ง
          ผู้เขียน Graham Lawton ผู้แปล ธิดา จงนิรามัยสถิต
          เราเกิดมาได้อย่างไร? โลกถือกำเนิดมาอย่างไร? จักรวาลหน้าตาเป็นอย่างไร? เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีคำถามเหล่านี้ในใจ หรือบางคนอาจมีคำถามที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ทำไมเราจึงถือกำเนิดบนก้อนหินขนาดยักษ์ก้อนที่สามจากดวงอาทิตย์? คำพูดคำแรกของมนุษย์คืออะไร? เสียงดนตรีเสียงแรกเป็นเสียงสูงหรือต่ำ? ทำไมเราต้องกินอาหารสุกให้ยุ่งยาก ขณะที่สัตว์กินอาหารดิบได้? หนังสือเล่มนี้จะพาเราย้อนกลับไปเพื่อหาคำตอบตั้งแต่จุดกำเนิดของทุกสิ่งที่อย่างที่เรียกกันว่า “ดีพไทม์” (Deep time) นับตั้งแต่กำเนิดระบบสุริยะ ไปจนถึงวันที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ครองโลกและสร้างสิ่งต่างๆ มากมาย
         แม้เรื่องราวทั้งหมดจะฟังดูยืดยาวและน่าเบื่อ แต่เกรแฮม ลอว์ตัน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กลับใช้พื้นที่เพียง 300 กว่าหน้าเล่าเรื่องกำเนิดของจักรวาลได้อย่างสนุกสนานและกระชับ โดยเฉพาะในบทที่ 6 ว่าด้วยเรื่องราวของการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เรายิ่งทึ่งกับภูมิปัญญาของมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ได้ด้วยมือของเราเอง แถมท้ายด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้เขียนแนะนำในท้ายเล่ม สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวต้นกำเนิดของเรา โลก และจักรวาล เล่มนี้ไม่ควรพลาด

Science-Book-03.jpg
          3. ความลี้ลับของเวลา : ถอดปริศนาแห่งเวลาในสายตาควอนตัมฟิสิกส์
          ผู้เขียน Carlo Rovelli ผู้แปล โตมร ศุขปรีชา
          เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “เวลา” หลายคนมีจินตนาการแตกต่างกันไป บางคนยึดโยงอยู่กับนาฬิกาและปฏิทิน บางคนนึกถึงความทรงจำในอดีต ช่วงเวลาในปัจจุบัน การจินตนาการถึงอนาคต บางคนนึกถึงไอน์สไตน์กับคำพูดอธิบายสัมพัทธภาพของเวลาที่โด่งดังของเขาว่า “เมื่อคุณนั่งอยู่ในสวนกับสาวสวย ระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงก็แสนสั้นราวกับผ่านไปเพียงวินาที แต่ถ้าคุณนั่งบนเตาร้อน ๆ หนึ่งวินาทีนั้นช่างยาวนานนับชั่วโมง” (When you are courting a nice girl an hour seems like a second. When you sit on a red-hot cinder a second seems like an hour.) แต่แม้จะผ่านมากี่ศตวรรษ “กาลเวลา” ก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถไขปริศนาได้ทั้งหมด
           คาร์โล โรเวลลี นักควอนตัมฟิสิกส์ชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเวลาจะพาจะชวนผู้อ่านไปหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วเวลาคือสิ่งใด จับต้องได้หรือไม่ หน้าตาเป็นอย่างไร มีอยู่จริงหรือไม่ ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับเวลาตั้งแต่ยุคของอริสโตเติล ไอแซก นิวตัน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก่อนจะพาเข้าสู่คำอธิบายตามหลักควอนตัมฟิสิกส์ในปัจจุบันเพื่อชี้ให้เห็นว่า ในระเบียบของเวลา (The Order of Time) ที่หลายคนคิดว่ามีความเที่ยงตรงราวกับนาฬิกาเรือนทองจากสวิตเซอร์แลนด์นั้นเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบและมีมิติของเวลาแบบอื่น ๆ แฝงอยู่มากมาย
           จุดเด่นอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ แม้จะจั่วหัวว่าควอนตัมฟิสิกส์ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเกินที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ผู้เขียนก็สามารถใช้ภาษาง่าย ๆ ในการอธิบาย มีการเปรียบเทียบและยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เมื่ออ่านเล่มนี้จบเราจะพบว่า การทำความเข้าใจเรื่องเวลาสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าใจโลกและชีวิต

Science-Book-04.jpg
           4. แบล็กโฮลบลูส์
           ผู้เขียน Janna Levin ผู้แปล ปิยบุตร บุรีคำ
           หากมีสิ่งหนึ่งที่มีแต่เพียงทฤษฎี ยังไม่มีใครเคยพิสูจน์ได้ แต่มีนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิจำนวนหนึ่งเชื่อมั่นในทฤษฎีนั้นและใช้เวลานับศตวรรษเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งดังกล่าวโดยไม่เห็นวี่แววว่าจะสำเร็จได้ เรื่องราวระหว่างทางอันยาวนานจึงมีทั้งมิตรภาพ การต่อสู้ ความร่วมมือ การแข่งขัน ความท้อถอย การบาดหมาง การล้มเลิก และความสำเร็จ ทั้งหมดคือเรื่องราวของ “สถานีสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงไลโก” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของ “คลื่นความโน้มถ่วง” หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของการศึกษาอวกาศที่เกิดจากการปะทะกันของหลุมดำ ซึ่งต้องใช้ “ไลโก” เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนที่สุดจึงจะตรวจจับได้ (LIGO-The Laser Interferometer Gravitation-Wave Observatory) นับเป็นอุปกรณ์มูลค่าสูงลิ่วและมีความละเอียดอ่อนในการซ่อมบำรุงมาก ตั้งอยู่ ณ สถานีสังเกตการณ์ 2 แห่งคือ มลรัฐวอชิงตัน อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่มลรัฐหลุยส์เซียนา
การตรวจจับ “คลื่นความโน้มถ่วง” ซึ่งในยุคที่ก่อตั้งสถานีดังกล่าวอาจเปรียบได้ว่าเป็น “ผี” การไล่จับผีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนทั่วไปไม่เชื่อว่าผีตัวนี้มีอยู่จริง Janna Levin หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมสังเกตการณ์ในโครงการไลโกจึงพาพวกเราไปร่วมผจญภัยนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นการสร้างแบบทดลองทางจินตนาการ การออกแบบสถานี การทดสอบที่ทั้งล้มเหลวและสำเร็จ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและความพยายามอย่างไม่ย่อท้อโดยเหล่านักวิทยาศาสตร์จากหลายสาขา และที่ขาดไม่ได้คือ “ความศรัทธา” ที่มีต่อความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้
         ความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนท่วงทำนองเพลงบลูส์ ดนตรีที่บิดผันผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีที่มีอยู่เดิม ทว่าแปลกหูและมีเอกลักษณ์เร้าใจชวนให้ค้นหา จึงไม่น่าแปลกใจว่าการประกาศการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (2558) จึงนับว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษของเรา

Science-Book-05.jpg
         5. เก็บกระเป๋าไปดาวอังคาร : สารพัดเรื่องราวเฮฮาและโหยไห้ในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศของมนุษย์
         ผู้เขียน Mary Roach ผู้แปล สฤณี อาชวานันทกุล
         หนังสือประวัติศาสตร์ หรือภาพยนตร์ มักฉายภาพนักบินอวกาศว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลก นักบินอวกาศจึงมักเป็นคำตอบแรกของคำถามที่ว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ” ทว่า Mary Roach กลับพาเราไปเข้าไปสำรวจทุกแง่มุมของการเดินทางในอวกาศว่าเป็นเส้นทางของ “วีรบุรุษ” หรือเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำกันแน่ ผู้เขียนเล่าเรื่องราวตั้งแต่การคัดเลือกนักบินอวกาศ การปรับตัวและการฝึกฝนในสภาวะแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ กระบวนการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์อวกาศ การอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศ หรือแม้แต่ความยากลำบากในออกแบบวิธีการขับถ่ายในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง แถมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศตลอดทั้งเล่มที่ชวนให้ขำน้ำตาเล็ดหรือเบือนหน้าหนีด้วยความขยะแขยง
          สำนวนภาษาที่เต็มไปด้วยมุกตลกร้ายของผู้เขียนเป็นอีกจุดเด่นของเล่มนี้ที่ทำให้เรื่องราวที่แม้จะซีเรียสคอขาดบาดตายแต่กลับทำให้เราหัวเราะจนลืมสงสารคนที่ต้องพบกับเรื่องซวยในอวกาศ แม้เมื่ออ่านจบแล้วจะค้นพบว่ามนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้ชีวิตในอวกาศ การเดินทางและการใช้ชีวิตในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงจึงต้องผ่านการขบคิดและการทดลองอย่างหนักหนาสาหัส กระนั้นการ “เก็บกระเป๋าไปดาวอังคาร” หรือการเดินทางออกไปสำรวจอวกาศก็ยังเป็นความฝันของหลายคน ดังนั้นคนที่สนใจรีบหยิบเล่มนี้มาอ่านเตรียมตัวไว้ก็ไม่เสียหลาย

Science-Book-06.jpg

         6. What If? จะเกิดอะไรขึ้นถ้า...
         ผู้เขียน Randall Munroe ผู้แปล ศล
         จุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ แต่ถ้าคำถามนั้นพิลึกพิลั่นจนเกินกว่าที่มนุษย์จะคิดได้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อะไร? ทว่าสำหรับหนังสือเล่มนี้ คำถามสุดพิลึกอย่าง “ถ้าทุกคนบนโลกชี้เลเซอร์พอยเตอร์ไปที่ดวงจันทร์พร้อมกัน ดวงจันทร์จะเปลี่ยนสีหรือไม่?” “ต้องปล่อยสเต็กจากความสูงเท่าไหร่จึงจะทำให้มันสุกพอดีตอนตกถึงพื้น?” “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพายุฝนปล่อยน้ำทั้งหมดลงมาเป็นหยดน้ำขนาดยักษ์เพียงหยดเดียว?” กลับนำมาซึ่งคำตอบที่น่าอัศจรรย์
         “What if?” (จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้า...) เป็นหนังสือที่รวบรวมคำถามสุดพิลึกพิลั่นแปลกประหลาดเกินคาดเดา ผู้เขียนคือ Randall Munroe อดีตวิศวกรของนาซาที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนการ์ตูน โดยก่อนที่จะมาเป็นหนังสือ ผู้เขียนได้เปิดให้คนส่งคำถามไปที่เว็บไซต์ https://what-if.xkcd.com ซึ่งเขาจะพยายามค้นหาคำตอบมาให้โดยพยายามอธิบายคำตอบด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์
         หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยความรู้มากมายหลายแขนง บวกกับอารมณ์ขันและจินตนาการที่คนอ่านคาดไม่ถึงว่า "ถามแบบนี้ก็ได้เหรอ" เช่นเดียวกับคำตอบของคำถามหลุดโลกที่ยังอ้างอิงอยู่กับหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างเหนียวแน่น ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไร้สาระเพียงใด แต่ทุกเรื่องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์รองรับเสมอ ดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ตอนต้นของเล่มว่า มีคนบอกว่าโลกนี้ไม่มีคำถามที่โง่ (There’re no stupid question) แต่เขาคิดว่ามันมีคำถามโง่ ๆ อยู่บนโลกนี้จริง แต่การพยายามหาคำตอบให้กับคำถามโง่ ๆ เหล่านั้นต่างหากที่จะนำมาซึ่งสิ่งมหัศจรรย์ (Answer a stupid question can take you to some interesting places)

        [Part 2 รู้จักตัวเรา]

Science-Book-07.jpg
          7. ยินดีที่รู้จักฉัน
          ผู้เขียน Bill Sullivan ผู้แปล K.D.
          เคยมีคำถามในใจไหมว่าทำไมเราถึงแอบชอบคนบางประเภทอยู่ซ้ำๆ? ทำไมแค่เราคิดถึงเค้ก ต้นขาก็ใหญ่ขึ้นแล้ว แต่เพื่อนเราสวาปามเค้กทั้งก้อนกลับยังผอมเพรียว? บางคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่ Bill Sullivan ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาระดับเซลล์และโมเลกุลจะพาเราไปสู่โลกของ “พันธุกรรม” ที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ใครจะเชื่อล่ะว่าสิ่งที่เราคิดว่า “เราเลือกเอง” เช่น เมนูอาหาร คณะที่เลือกเรียน เพื่อน คู่ชีวิต จนถึงพรรคการเมือง ที่จริงแล้วมี “ผู้บงการ” อยู่เบื้องหลัง คอยแอบซ่อนตัวอยู่ในหัว ในท้อง หรือแม้กระทั่งซ่อนอยู่ในสัตว์เลี้ยงตัวโปรด
         ภายในเล่ม ศาสตราจารย์ Bill Sullivan พาผู้อ่านกลับไปยังประวัติศาสตร์การศึกษาพันธุกรรมในมนุษย์ อธิบายการทำงานของ DNA ซึ่งนับเป็น “พิมพ์เขียวของชีวิต” ที่กำหนดทุกอย่างในชีวิตของเราตั้งแต่แรกเกิด รวมถึงแนะนำศาสตร์แขนงใหม่ที่เรียกว่า “พันธุศาสตร์ด้านกระบวนการเหนือพันธุกรรม” (Epigenetics) ซึ่งมีสมมติฐานว่าปัจจัยต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อการทําางานของยีนเรา รวมถึงส่งผลให้เกิดการแปรเปลี่ยนของดีเอ็นเอที่จะส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต
ยิ่งได้รู้จักตัวเองผ่าน DNA ยิ่งทำให้เรารู้ว่าจะควบคุมการกระทําของตนเองได้แค่ไหน และอาจเปิดทางไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ใหม่  และการรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมของเราให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในบทส่งท้ายของเล่มที่ชื่อว่า “พบกับคุณคนใหม่” ที่ศาสตราจารย์เขียนขึ้นเพื่อบอกว่า แม้ชีวิตของเราจะถูกกำหนดด้วยรหัสพันธุกรรมไว้แล้ว แต่อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนที่ดีขึ้นยังเป็นของตัวเราเสมอ

Science-Book-08.jpg
         8. วิทยาศาสตร์แห่งความเหงา
         ผู้เขียน John T. Cacioppo, William Patrick ผู้แปล โตมร ศุขปรีชา
การอยู่ในสังคมเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ในสัญชาตญาณมนุษย์ ดังนั้นการ “ขาดการเชื่อมต่อ” จากสังคม ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเหงา” ซึ่งเป็นอารมณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งไม่แพ้ความสุข ความเศร้า ความโกรธ หรือความกลัว แม้ว่าในปัจจุบัน หลายคนยินดีที่จะอยู่อย่างเหงาๆ ตามแบบที่ว่าไว้ในเพลง ภาพยนตร์ หรือสื่อต่างๆ ทว่าการปล่อยให้เกิดความเหงาเรื้อรังนั้นกลับส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมในแง่ลบ ซ้ำยังรบกวนการทำงานของสมองจนทำให้เกิดผลร้ายตามมาอย่างไม่คาดคิด
         เนื้อหาในเล่มนี้ ผู้เขียนจะนำเรากลับไปยังต้นกำเนิดของ “ความเหงา” นับแต่บรรพกาล ความสำคัญของความเหงาที่กระตุ้นให้มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อเอาตัวรอดจากสัตว์อื่นและธรรมชาติที่โหดร้าย จนกระทั่งในปัจจุบันที่เงื่อนไขทางสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โรค “การกลัวการเข้าสังคม” จึงกลายเป็น 3 ใน 10 ของโรคกลัว (phobia) ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ ผลร้ายของความเหงาที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนต่างๆ และเป็นต้นเหตุความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ผลดีของความเหงากับการขัดเกลาตัวเองให้เข้ากับสังคมใหม่ การทำงานของสมองที่มีผลกับ “ความสัมพันธ์” และ “ความเหงา”
        การรู้จักทุกแง่มุมของความเหงาผ่านหนังสือเล่มนี้ จึงมิใช่เพื่อการอยู่คนเดียว แต่คือการรู้จักและเข้าใจตนเอง นำไปสู่การแสวงหาและคัดสรรความสัมพันธ์ในสังคมที่เราอาศัยอยู่ และใช้ประโยชน์จากความเหงาเพื่อให้เรากลายเป็นคนที่น่าคบหามากขึ้น

Science-Book-09.jpg
          9. ยีนเห็นแก่ตัว
          ผู้เขียน Richard Dawkins ผู้แปล เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
         “ความเห็นแก่ตัว” (Selfish) ฟังดูเป็นคำในแง่ลบ ยิ่งเมื่อมาบวกกับคำว่า “ยีน” ก็ชวนให้พิศวงงงงวยกันไปใหญ่ว่า “ยีนเห็นแก่ตัว” คืออะไร เป็นยีนที่ไม่ดีในร่างกายเราหรือไม่? บางคนเป็นคนเห็นแก่ตัวเพราะว่ามียีนแย่ๆ อยู่ในตัวหรือเปล่า? ศาสตราจารย์ Richard Dawkins นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการจะพาผู้อ่านไปรู้จักความหมายที่แท้จริงของ The Selfish Gene โดยย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกตั้งแต่ตอนที่โลกมีแค่สารเคมีต่างๆ ก่อนจะเกิด "ตัวจำลองแบบ" หรือยีน ยีนจำนวนมากเกิดขึ้นและล้มหายตายจาก มีก็แต่ยีนที่โปรแกรมความเห็นแก่ตัวฝังเอาไว้ตั้งแต่ต้นที่สามารถสรรหากลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้ในการต่อสู้เอาชนะยีนคู่แข่งหรือหาทางให้ยีนเดียวกันได้ดำรงชีวิตในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ต่อไป ยีนนี้ฝังอยู่ในสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วจนมองไม่เห็นอย่างพวกแบคทีเรีย หรือแบบที่เก่งกาจในการสร้างอาหารได้เองอย่างพวกพืช หรือแบบที่โลดแล่นเคลื่อนที่ไปมาแคล่วคล่องอย่างพวกสัตว์ ไปจนถึงเหล่ามนุษย์ในปัจจุบัน
          ยีนเหล่านี้นี่เองที่เป็นคำอธิบายของพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นของมนุษย์และสัตว์เพื่อเอาตัวรอด เช่น พฤติกรรมของลูกนกกาเหว่าที่เกิดมาแล้วรู้จักการฆ่าลูกของนกตัวอื่นๆ ในรัง โดยการเอาปีกช้อนไข่ของนกตัวอื่นคว่ำลงกับพื้น เพื่อให้แม่อุปถัมภ์ป้อนอาหารให้ตัวเองมากที่สุด หรือแม้แต่ “การทำเพื่อคนอื่น” ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ยาวที่สุดในเล่ม ผู้เขียนก็ยังชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นผลจากยีนเห็นแก่ตัวที่ประเมินแล้วว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ตนเองได้ประโยชน์มากที่สุด
          แม้หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์มานานกว่า 40 ปีแล้ว ทว่าเนื้อหาและข้อเสนอในเล่มเรียกว่าไม่ได้ล้าสมัยและยังคงสดใหม่ชวนให้ถกเถียงกันได้เสมอ ผู้สนใจวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกายจึงไม่ควรพลาดงาน “คลาสสิก” เล่มนี้

Science-Book-10.jpg
          10. อย่าชวนเธอไปดูหนังรัก
          ผู้เขียน ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์
          จะพาแฟนไปเดตทั้งที เป็นใครก็ต้องเลือกหนังรักสุดสวีตให้เข้ากับบรรยากาศโรแมนติก แต่ใครจะรู้ว่าที่จริงแล้ววิทยาศาสตร์บอกว่าหนังที่จะทำให้การออกเดตประสบความสำเร็จที่สุดไม่ใช่หนังรัก แต่ควรเป็นหนังแนวแอ็คชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม หรือหนังแนวสยองขวัญต่างหาก! หนังสือเล่มเล็กๆ ของ ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ที่มีความหนาเพียงสองร้อยหน้านี้จะนำพาผู้อ่านไปสู่การอธิบายเรื่องใกล้ตัวด้วยวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา แถมด้วยข้อมูลงานวิจัยที่มาสนับสนุนคำอธิบายในทุกเรื่อง เช่นว่า หญิงหรือชาย ทำไมต้องมีกิ๊ก? ทำไมนางโชว์ในวันไข่ตกจะได้รับเงินทิปมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ? ผลของการเดินผ่านประตู (door-way effect) คืออะไร ทำไมทำให้เรามักจะลืมว่าจะไปไหนหรือกำลังจะทำอะไร?
          แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นการอธิบายเรื่องต่างๆ ด้วยวิทยาศาสตร์และงานวิจัย แต่ชื่อของ ดร.นำชัย ก็เป็นที่รู้กันในวงการหนังสือวิทยาศาสตร์ไทยว่าอ่านง่าย เข้าใจง่าย มีอารมณ์ขันเหมาะเจาะกับเรื่อง ยิ่งเนื้อหาแต่ละบทเป็นเรื่องราวทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน คงมีไม่กี่คนที่จะเก็บมาเป็นประเด็นขบคิดและค้นหาคำตอบ ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เรื่องธรรมดาเหล่านี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และมีงานวิจัยรองรับทั้งสิ้น ยิ่งทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และการวิจัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง
         เป็นอย่างไรบ้างกับหนังสือวิทยาศาสตร์ 10 เล่มที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เราได้เข้าใจต้นกำเนิดของโลก และหันกลับมาเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่เต็มไปด้วยเนื้อหาและศัพท์แสงที่เข้าใจยาก แต่เป็นเรื่องราวการศึกษา “ความจริง” ที่มีมานานหลายศตวรรษเพื่อตอบคำถามว่า “เราเป็นใคร” “เราอยู่ที่ไหน” และ “อนาคตจะเป็นอย่างไร” นั่นเอง หนังสือทั้ง 10 เล่มมีให้บริการใน TK Park สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ อย่าลืมมาใช้บริการกันนะ



Recommended articles

เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ
Blog

เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ

ถ้าการนอนดี ชีวิตเราทุกคนจะดีขึ้นแน่นอน

27
แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby
Blog

แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby

ลูกเล่นหลายอย่างที่แฟนๆ ของ Libby อาจยังไม่เคยรู้

53
100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park
Blog

100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park

TK Park ชวนส่อง 100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022

116
Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่
Blog

Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่

ชีวิตของ Digital Nomads และทักษะที่จำเป็น

15
6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021
Blog

6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021

อ่านสนุก แก้เบื่อ แถมได้ข้อคิดดีๆ กลับไปใช้ชีวิต

85
7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย
Blog

7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดดูคลิปหมาตลกๆ ในวันเหนื่อยล้า จน Reels ใน IG หรือ Feed ในทวิตเตอร์มีแต่น้องหมาเต็มไปหมด เราจึงไม่อยากให้พลาดหนังสือที่แสนชุบชูใจเหล่านี้

53
8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ
Blog

8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ

ร้านประหลาดสุดแสนมหัศจรรย์ในหนังสือ

647
12 เล่มต้องอ่าน ในแบบของเต-ตะวัน
Blog

12 เล่มต้องอ่าน ในแบบของเต-ตะวัน

อ่าน-ตาม-เต

58
Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.