This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

อ่านเรื่องราวในนิยาย ช่วยขยายขนาดของหัวใจ

อ่านเรื่องราวในนิยาย ช่วยขยายขนาดของหัวใจ

16

20201016_Banner_BlogNovel-Cover.jpg

          เคยบ้างไหมในวันพักผ่อนแสนสบาย กำลังเอนหลังอ่านเรื่องราวในนิยายเพลินๆ คุณแม่สุดที่รักก็เดินมาต่อว่า มัวแต่นอนขี้เกียจอ่านหนังสือไร้สาระ ลุกมาช่วยแม่กวาดบ้านดีกว่าไหม หากเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะเถียงแม่ไม่ได้ แต่ในยุคนี้เราสามารถตอบคุณแม่ได้เลยว่าเราไม่ได้กำลังนอนสบาย แต่กำลัง exercise “การเข้าใจผู้อื่น” (Empathy) อยู่ต่างหาก เพราะการอ่านนิยายคือการท่องเที่ยวเข้าไปในหน้ากระดาษที่บันทึกความคิดและชีวิตของผู้เขียน การได้อ่านนิยายจึงเป็นการทำความเข้าใจชีวิตของผู้คน ดังที่มาโลรี่ แบล็กแมน นักเขียนชาวอังกฤษกล่าวว่า การอ่านคือการออกกำลังกายโดยการลองสวม “รองเท้าของคนอื่น” ให้หัวใจได้ฝึกทักษะการเห็นอกเห็นใจ (Reading is an exercise in empathy; an exercise in walking in someone else’s shoes for a while.)
          คีธ โอตเลย์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แถมยังเป็นนักเขียนนวนิยายชื่อดังยืนยันว่า การอ่านนิยายจะช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่น มีทัศนคติที่กว้างไกลและเข้าใจสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากประสบการณ์รอบตัวของเรามากขึ้น โดยในปี 2006 เขาและทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการอ่านกับความเข้าใจผู้อื่น ทีมได้ค้นหาอาสาสมัครนักอ่านเป็นผู้เข้าร่วมการวิจัย และทดสอบผู้เข้าร่วมวิจัยด้วยคำถามเกี่ยวกับนิยายเรื่องต่างๆ เช่น ชื่อผู้แต่ง เนื้อหาในเล่ม เพื่อแบ่งระดับการอ่านของอาสาสมัครนักอ่าน จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยรับการทดสอบ “เสียงของใจในแววตา” (Mind of the Eyes) เพื่อทดสอบว่าอาสาสมัครนักอ่านเหล่านี้จะสามารถเข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นได้หรือไม่ โดยให้อาสาสมัครเลือกจับคู่ถ้อยคำแสดงความรู้สึกกับภาพถ่ายที่แสดงแววตาของผู้คน ผลการทดสอบปรากฏว่า ยิ่งเป็นนักอ่านนิยายระดับ “แฟนพันธุ์แท้” มากเท่าไร ยิ่งจับคู่ความรู้สึกกับภาพได้อย่างถูกต้องมากเท่านั้น
         นับแต่การวิจัยเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ก็เหมือนเป็นการกระตุ้นให้วงการการศึกษาได้เห็นความสำคัญของ “การอ่านนิยาย” มากขึ้น และเป็นกุญแจเปิดทางสู่การวิจัยเกี่ยวกับการอ่านที่สร้างความเข้าใจผู้อื่นในหลายประเทศ ดังเช่นในปี 2014 มีการตีพิมพ์ผลการวิจัยว่า นักเรียนชั้นประถมและมัธยมศึกษาในอังกฤษและอิตาลีได้แสดงความเห็นอกเห็นใจแก่กลุ่มคนไร้บ้าน ผู้อพยพ และชาวรักร่วมเพศมากขึ้นภายหลังจากได้อ่านนวนิยายชื่อก้องโลกอย่างแฮร์รี พอตเตอร์

20201014_BannerBlogNovel01.jpg

           ในปีเดียวกันนั้นเอง ทีมวิจัยอีกทีมหนึ่งให้ผู้อ่านได้อ่านเรื่อง Saffron Dreams นวนิยายที่เล่าถึงชีวิตนักบัญชีสาวชาวมุสลิมในนิวยอร์กซึ่งตกเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติ พบว่าหลังจากอ่านจบ ผู้อ่านทุกคนมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันของสองชนชาติซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่กลุ่มผู้อ่านที่อ่านงานเชิงสรุปข่าวหรือสารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้กลับไม่แสดงความเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติที่เด่นชัดมากนัก

20201014_BannerBlogNovel02.jpg
           วิลเลียม โคปิก นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้เปรียบเปรยการอ่านนวนิยายไว้ว่านวนิยายเป็นทำหน้าที่เหมือน “สนามเด็กเล่น” เพื่อให้ทักษะของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้ “ออกกำลังกาย” และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะการอ่านนวนิยายคือการพาตัวเองเข้าไปยังจิตใจของตัวละคร มองเห็นสิ่งที่ตัวละครตัดสินใจกระทำ เห็นภูมิหลังที่แตกต่างกันของตัวละครแต่ละตัว ได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับศีลธรรมหรือ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และจิตใจของเราจะยอมรับเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เนื่องจากนวนิยายได้สร้าง “ระยะห่าง” ที่ปลอดภัยกว่าการออกไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นโดยตรง
           แล้วไอ้เจ้า “ทักษะการเข้าใจผู้อื่น” (Empathy Skill) นี่มันสำคัญกับการทำงานยังไงนะ? สู้เอาเวลาไปฝึกทักษะอย่างอื่นที่สำคัญกับการทำงานดีกว่าไหม? ทว่าไดอานา ทามีร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินส์ตันได้เปิดเผยว่ายอดนักอ่านนวนิยายจะมีทักษะการเข้าสังคมสูงกว่าคนปกติ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือจะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นและจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมากกว่า โดยมีการทดลองน่ารักๆ คือให้อาสาสมัครได้อ่านนวนิยาย ตอบคำถามหลังจากอ่านว่าคิดอย่างไรกับตัวละคร อยากจะรู้จักตัวละครมากขึ้นหรือไม่ ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาเชิงอารมณ์เพื่อวัดระดับความเห็นอกเห็นใจตัวละครในเรื่อง จากนั้นพาผู้อ่านเปลี่ยนห้องที่ใช้ทำแบบทดสอบ แล้ว “แกล้ง” ทำกล่องเก็บปากกาจำนวนมากหล่นลงพื้น ผลการทดสอบปรากฏว่า นักอ่านที่มีคะแนนแบบทดสอบเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจตัวละครสูง มีเปอร์เซ็นต์ในการอาสา “เก็บปากกา” ช่วยเหลือผู้ทดสอบสูงตามระดับคะแนนดังกล่าว
20201014_BannerBlogNovel03.jpg         เห็นหรือยังว่าการอ่านนวนิยายไม่ใช่เรื่องไร้สาระ (อย่างที่แม่ฉันเคยบ่น) แต่เป็นเครื่องมือออกกำลังกายของหัวใจได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งอ่านมากเท่าไร ขนาดของหัวใจก็จะยิ่งใหญ่โตมากขึ้นเท่านั้น แถมยังทำให้เราเป็น “ยอดเพื่อนร่วมงาน” ที่เพื่อนๆ รุมรักอีกด้วย ถึงแม้นนวนิยายหลายเรื่องเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ใครล่ะจะเถียงว่ามันไม่มี “ความจริงของหัวใจ” อยู่ในนั้น และความจริงจากหัวใจผู้แต่งนิยายสู่นักอ่านนี่เองที่ทำให้นักอ่านหลายล้านคนได้ขยายขนาดของหัวใจและเชื่อมต่อกันเป็นใจดวงเดียว ดังที่นีล ไกแมน นักเขียนชาวอังกฤษบอกเราว่า
        “นิยายทำให้พวกเราเห็นอกเห็นใจกัน มันพาเราเข้าไปนั่งในใจผู้อื่น มอบพรสวรรค์ในการยอมรับโลกที่แตกต่างผ่านดวงตาของนักเขียน เรื่องราวในนิยายอาจไม่มีอยู่จริง ทว่ามันบอกเล่าความจริงอยู่เสมอ” (Fiction gives us empathy: it puts us inside the minds of other people, gives us the gifts of seeing the world through their eyes. Fiction is a lie that tells us true things, over and over.)

รายการอ้างอิง
Claudia Hammond. (2019). Does reading fiction make us better people?. Retrieved September 28, 2020, from https://www.bbc.com/future/article/20190523-does-reading-fiction-make-us-better-people
Jennifer Cornick. (2018). The Strange Science of Empathy and Reading. Retrieved September 28, 2020, from https://www.tedxvienna.at/blog/strange-science-reading-empathy
Megan Schmidt. (2020). How Reading Fiction Increases Empathy and Encourages Understanding. Retrieved September 28, 2020, from https://www.discovermagazine.com/mind/how-reading-fiction-increases-empathy-and-encourages-understanding


October 22, 2020

Recommended articles

อ่านสานฝัน Start-up ที่ไม่ใช่แค่ดราม่าเกาหลี
Blog

อ่านสานฝัน Start-up ที่ไม่ใช่แค่ดราม่าเกาหลี

12 หนังสือแนว Start up ที่คนมีฝันต้องอ่านก่อนเริ่มธุรกิจ

5 นิทานอ่านเพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิด
Blog

5 นิทานอ่านเพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิด

การฟังนิทานเปิดโอกาสให้ได้จินตนาการอย่างอิสระและมีพื้นที่ให้สมองคิดต่อยอดไปอีกกว้างไกล

10 หนังสือน่าอ่านว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ
Blog

10 หนังสือน่าอ่านว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ

พาทุกคนไปสำรวจเรื่องราวความหลากหลายทางเพศในแง่มุมต่างๆ

ทิศทางสื่อออนไลน์ ในยุคที่ไม่เหมือนเดิม
Blog

ทิศทางสื่อออนไลน์ ในยุคที่ไม่เหมือนเดิม

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือเล็ก เมื่อเกิดโควิดจะมีการปรับเปลี่ยนการทำงาน

เมื่อภาษา เป็นมากกว่าเรื่องของการสื่อสาร
Blog

เมื่อภาษา เป็นมากกว่าเรื่องของการสื่อสาร

“ใช้บ่อยๆ” เทคนิคเดียว ปลดล็อคทุกทักษะ

8 เล่มฮิตที่นำมาสร้างเป็นซีรีส์สุดฟิน
Blog

8 เล่มฮิตที่นำมาสร้างเป็นซีรีส์สุดฟิน

จะหนังสือหรือซีรีส์บอกเลยว่าความสนุกไม่ต่างกัน

10 หนังสือทฤษฎีรัก ที่เทพนิยายไม่เคยกล่าวถึง
Blog

10 หนังสือทฤษฎีรัก ที่เทพนิยายไม่เคยกล่าวถึง

ลองเปลี่ยนมาหาตรรกะของความรัก กับหนังสือรักแบบ Non-fiction กันดูบ้างดีไหม

ค้นหาตัวตนที่ใช่ในแบบ ‘นนน – กรภัทร์’
Blog

ค้นหาตัวตนที่ใช่ในแบบ ‘นนน – กรภัทร์’

เด็กสายวิทย์ที่รู้ว่านิเทศศาสตร์คือคำตอบชีวิต

36
15
20
94
152
39
61
47