เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อรับมือโลกแห่งอนาคต

สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อรับมือโลกแห่งอนาคต

7478
30 พฤศจิกายน 2563

LearningEcosystem-717-1.jpg

         ในโลกแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งไม่มีชีวิตต่างก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวพัน และสร้างผลกระทบแก่กันได้มหาศาลเมื่อปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
         ตัวอย่างหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยๆ คือกรณีการย้ายถิ่นฐานของสุนัขป่าในอุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอดีตพื้นที่แห่งนั้นเคยเป็นแหล่งหากินของกวางป่า แต่เมื่อสัตว์นักล่าได้อพยพย้ายเข้ามาสัตว์กินพืชเจ้าถิ่นเดิมก็จำเป็นต้องล่าถอย ระยะเวลาผ่านไปพุ่มไม้ใบหญ้าบริเวณนั้นที่เคยเหี้ยนเตียนเพราะถูกกินจนเรียบก็กลับมางอกงามอีกครั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของป่าดึงดูดให้สัตว์น้อยใหญ่อย่าง นก บีเวอร์ หรือหมี คืนกลับสู่พื้นที่บริเวณนั้นอีกครั้ง
         สิ่งเหล่านี้คือแบบจำลองเบื้องต้นที่อธิบายถึงการมีอยู่ของ ‘ระบบนิเวศ’
         จากไอเดียที่ได้จากการสังเกตการณ์ธรรมชาติ ในเวลาต่อมาได้ถูกนำมาพิจารณาเพื่อปรับใช้กับระบบการเรียนรู้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าองค์ประกอบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ผู้เรียน ผู้สอน นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว สื่อการเรียนการสอน หรือกระทั่งโอกาสในการได้ทดลองลงมือจริง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งสิ้น
LearningEcosystem-717-4.jpg
          ระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนมอบผลลัพธ์ในแบบที่ผู้ออกแบบ และผู้เรียนต้องการ
           อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในยุคนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยความที่โลกได้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลมาเป็นเวลานานแล้ว ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา
           ระบบการเรียนที่ถูกออกแบบขึ้นจึงควรต้องเอื้อต่อการเป็น E-learning ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา การจัดเตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสม การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหาที่ต้องการเรียนด้วยตัวเอง การปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารที่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น อาทิ VR (Virtual Reality), คลิปวิดีโอ, เกมออนไลน์ หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่าง Smart watch
           บทความชิ้นหนึ่งจาก Forbes ที่เขียนโดย มิเชลล์ ไวส์ (Michelle Weise) ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการศึกษา และเป็นผู้เขียนหนังสือ Long Life Learning: Preparing for Jobs that Don't Even Exist Yet ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจให้เราได้ขบคิดว่า จากในอดีตที่เราใช้ระบบการศึกษาแบบ K-12 หรือการแบ่งนักเรียนออกเป็น 12 เกรด และป้อนความรู้ในรูปแบบเดียวกัน อาจถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ระบบนี้จะถูกปฏิวัติเพื่อให้การเรียนการสอนในของเด็กรุ่นถัดๆ ไปมีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอนาคตมากกว่า
          ตั้งแต่ปี 1979 การเติบโตอย่างรวดเร็วของชนชั้นร่ำรวยในอเมริกาถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้กว้างขึ้นอย่างที่ไม่อาจมีทางกลับมาบรรจบกันได้ ผู้คนชนชั้นร่ำรวย 10% จากกลุ่มประเทศสมาชิก OECD (องค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว) มีรายได้มากกว่าคนจนในกลุ่ม 10% ล่างสุดถึง 10 เท่า ปัญหาสำคัญที่สังคมให้ความสนใจจึงวนเวียนอยู่ที่เรื่องค่าแรงที่ค่อนข้างต่ำ หรือปัญหาการว่างงานเป็นส่วนใหญ่
          จนกระทั่งวิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ซัดสาดเข้ามาในชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว สร้างความปั่นป่วนให้กับแวดวงเศรษฐกิจทั่วโลก ผู้คนนับล้านต้องสูญเสียงาน ความมั่นคงในชีวิตพลิกผันเพียงชั่วเวลาไม่กี่เดือน ในตอนนั้นเองที่พวกเขาต่างเพิ่งตระหนักว่านอกจากความพยายามในการเอาตัวรอดด้วยการหางานใหม่ให้เร็วที่สุด สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่มีติดตัวก็คือความสามารถในการใช้เวลาว่างพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อค้นหาเส้นทางรอดในรูปแบบอื่น นั่นก็เพราะการเรียนรู้ในระบบแบบเก่าทำให้ผู้เรียนยึดติดอยู่กับการเรียนรู้แบบเป็นเส้นตรง ไม่สามารถพลิกแพลง หรือพัฒนาเพื่อหาทางรอดอื่นให้ตัวเองได้
          แน่นอนความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากรัฐบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่นั่นอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และไม่อาจโอบอุ้มพวกเราทุกคนไปได้ตลอดรอดฝั่ง สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างจริงๆ จึงเป็นแนวทางการช่วยพัฒนาทักษะ ข้อมูล ความรู้ การศึกษาที่จะทำให้พวกเราก้าวต่อไปในสนามแห่งอนาคตได้
          นี่จึงอาจเป็นคำถามสำคัญที่ผู้คนในแวดวงการศึกษา นายจ้าง ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อขบคิด ว่าเราจะสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อรับมือโลกแห่งอนาคตได้อย่างไร เพราะนี่ดูเหมือนจะเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยทำให้คนที่สูญเสียงานสามารถกลับลงไปในสนามอาชีพได้อีกครั้ง และเพื่อให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตสามารถปรับตัวรับกับความเป็นไปของโลกยุคใหม่ได้

smart-technology-global-network-element-this-image-are-furnished-by-nasa.jpg
         เพื่อการนั้น มิเชลล์ ผู้เขียนบทความยังเสนออีกว่าการปรับระบบนิเวศการเรียนรู้แบบใหม่สำหรับโลกในอนาคตควรตั้งอยู่บนแนวคิด 5 ข้อ ได้แก่
         นำทางได้ (Navigable) การเรียนรู้อย่างไร้จุดหมายก็ไม่ต่างอะไรกับการล่องเรือไปในความมืด ก่อนที่ผู้เรียนจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานพวกเขาควรได้รับข้อมูลที่ทำให้เห็นภาพของตลาดงานในปัจจุบัน และอนาคต การมีตัวช่วยนำทางที่ดีจะทำให้พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ กับระบบอันยุ่งเหยิง รวมถึงมองเห็นถึงโอกาสว่าจะต่อยอดอาชีพไปในทิศทางใด
         ช่วยสนับสนุน (Supportive) ประการสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ พร้อมเตรียมตัวสู่เส้นทางการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปราศจากอุปสรรคก็คือการได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว หรือการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นหาพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ ได้โดยไม่มีอะไรมากั้น  
         มีจุดมุ่งหมาย (Targeted) ผู้เรียนจำควรต้องได้รับการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายตรงตามความต้องการของพวกเขา ทักษะที่ใช่ เส้นทางที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ไม่ใช่การเรียนอย่างสะเปะสะปะในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้จำเป็น หรือต้องการ และที่สำคัญพวกเขาควรได้รู้ว่าการศึกษาที่พวกเขาเลือกจะลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างชัดเจน  
         ผสมผสาน (Integrated) ในบางครั้งผู้เรียนก็มีภาระอื่นๆ ที่จำเป็นต้องแบกรับนอกเหนือจากหน้าที่ในการเรียน การผสมผสานรูปแบบของการเรียนและการทำงานที่ได้ผลตอบแทนเข้าด้วยกัน นอกจากจะช่วยลดภาระ และความกดดันด้านค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียนได้แล้ว โมเดลการเรียนรู้จากการทำงานจริงยังให้ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การเรียนจากทฤษฎีอีกด้วย  
        โปร่งใส (Transparent) ประการสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้ข้ออื่น และช่วยแก้ปัญหารูปแบบการจ้างงานอันล้าหลังในอดีต คือการปรับกระบวนการจ้างงานให้โปร่งใส เปิดเผย และยุติธรรมต่อผู้หางานทุกคนอย่างเท่าเทียม ทักษะ และความสามารถควรต้องเป็นคุณสมบัติแรกที่นายจ้างใช้พิจารณา ความโปร่งใสดังกล่าวนี้จะช่วยลดอคติในการจ้างงาน รวมถึงช่วยเชื่อมโยงบริษัทต่างๆ เข้ากับผู้สมัครมากความสามารถที่มีความหลากหลายมากขึ้น
         สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า จากการสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งระบุว่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ซึ่งเป็นเครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจที่ยอมรับกันในโลกสากล พบว่า ในปี 2020 เศรษฐกิจไทยติดลบมากที่สุดในอาเซียน ยิ่งเมื่อรวมกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนแล้วยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอนาคตในอีกหลายปีนับจากนี้มีแนวโน้มที่จะดิ่งลงมากกว่าพุ่งขึ้น   
          การสร้างระบบการเรียนรู้แบบใหม่เพื่อให้สอดรับกับโลกแห่งอนาคตจึงอาจจะเป็นทางออกสำคัญที่เราสามารถสร้างได้ในตอนนี้ เพื่อเตรียมบุคลากรภายในองค์กร เด็กนักเรียน คนรุ่นใหม่ หรือกระทั่งแรงงานที่อยู่ในสภาวะว่างงาน ให้พร้อมเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ และรับมือกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.forbes.com/sites/stradaeducationnetwork/2020/04/13/a-new-learning-ecosystem-is-more-important-than-ever/
http://www.sproutlabs.com.au/blog/a-learning-ecosystem-model/
https://ethinkeducation.com/blog/what-is-the-learning-ecosystem/
https://edtech.worlded.org/what-is-a-learning-ecosystem/



บทความแนะนำ

เทคนิคการสร้างสรรค์ ‘คามิชิไบ’ ละครกระดาษที่สร้างความสุขให้เด็กๆ
บล็อก

เทคนิคการสร้างสรรค์ ‘คามิชิไบ’ ละครกระดาษที่สร้างความสุขให้เด็กๆ

เอกลักษณ์ของคามิชิไบที่ช่วยสร้างโลกแห่งจินตนาการ

859
โลกที่ทุกอย่างเข้าใจเรา ยกเว้นตัวเราเอง
บล็อก

โลกที่ทุกอย่างเข้าใจเรา ยกเว้นตัวเราเอง

6 นิยายที่ชวนตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ ในวันที่ AI อาจรู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเอง

1140
12 เล่มสุดรักของ ใบเฟิร์น-อัญชสา
บล็อก

12 เล่มสุดรักของ ใบเฟิร์น-อัญชสา

เมื่อการอ่านคือการท่องโลกกว้าง และเปิดประสบการณ์ที่อาจหาไม่ได้ในชีวิตจริง

164
อ่านแบบใบเฟิร์น-อัญชสา
บล็อก

อ่านแบบใบเฟิร์น-อัญชสา

หนังสือช่วยให้เราเข้าใจกันมากขึ้น

128
8 หนังสือที่มีแมวเหมียวซุกตัวอยู่เคียงข้าง อ่านแล้วเยียวยาหัวใจ
บล็อก

8 หนังสือที่มีแมวเหมียวซุกตัวอยู่เคียงข้าง อ่านแล้วเยียวยาหัวใจ

มีอะไรสุขใจยิ่งกว่า เจ้าแมวเดินมาซุกตัวข้างๆ ‘ทาส’ อีกละ

786
ชีวิตจริงหรือนิยาย แม่ก็คือแม่!
บล็อก

ชีวิตจริงหรือนิยาย แม่ก็คือแม่!

ชวนมองตัวละครแม่จากนิยายเล่มดังทั้ง 6 เล่มที่คุณหาอ่านได้ที่ TK Park

222|อ่าน : 12 นาที
TK Park จับมือเครือข่ายรับมือ Covid-19
บล็อก

TK Park จับมือเครือข่ายรับมือ Covid-19

มาตรการควบคุมและป้องกันไวรัสโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคในแหล่งเรียนรู้

325
ชวนเพิ่ม Soft Skills ทักษะอนาคต ผ่าน 10 หนังสืออ่านฟรีบนแอปพลิเคชัน
บล็อก

ชวนเพิ่ม Soft Skills ทักษะอนาคต ผ่าน 10 หนังสืออ่านฟรีบนแอปพลิเคชัน

ทุกคนสามารถฝึก Soft Skill กันได้ แค่เพียงไม่หยุดเรียนรู้และฝึกฝน

2427
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo