This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementOpen DataPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
Font Size
Display
logologo
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

เจย์ ครอส กูรูแห่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

เจย์ ครอส กูรูแห่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

14

655_01.jpg

          เจย์ ครอส ผู้ประดิษฐ์คำว่า “e-learning” เป็นนักบุกเบิกทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติในเรื่องเทคนิคการเรียนรู้ เป็นนักคิดและผู้นำเสนอที่ทำให้โลกแห่งการเรียนรู้หันมาตระหนักคิดอย่างจริงจังในเรื่องของการเรียนรู้ตามอัธยาศัยและการทำงานที่ฉลาดกว่า (Working Smarter) มรดกสำคัญที่เขาทิ้งไว้ให้สังคมคือ กลุ่มอินเทอร์เน็ตไทม์ ซึ่งตัวเขาและเพื่อนๆ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมให้ผู้คนที่ทำงานอยู่ในองค์กรได้รู้จักความสำคัญของการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และสิ่งที่เรียกว่า อีเลิร์นนิ่ง ซึ่งหลายคนคุ้นเคย

การเรียนรู้ตามอัธยาศัย

          วงจรทำงานของการเรียนรู้นั้นผูกร้อยสัมพันธ์กันกับวงจรของการทำงานภายในองค์กรหรือสถานที่ทำงาน ครอสเห็นว่าการเรียนรู้นั้นสนับสนุนและรองรับสิ่งที่มีอยู่ในหน้าที่การงานที่กำลังทำกันอยู่ทุกวัน พูดง่ายๆ คือการเรียนรู้กับการทำงานนั้นไม่ได้แยกขาดจากกัน

          ถ้าวิเคราะห์ความหมายของคำ เขาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้แบบทางการและการเรียนรู้ตามอัธยาศัยเช่นเดียวกับความแตกต่างของการไปเที่ยวโดยรถบัสกับการขับรถยนต์ส่วนตัวไปเอง แบบแรกนั้น เราจะถูกกำหนดเส้นทางการเดินทางไว้แล้วและไม่ได้นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ แต่แบบหลังเราสามารถไปไหนต่อไหนได้อย่างที่ต้องการ เมื่อไหร่หรือเส้นทางไหนก็ได้ตามแต่เราจะเลือก สิ่งซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของการเรียนรู้แบบทางการ (เช่น การฝึกอบรม) ซึ่งทำให้พวกเราต้องหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตามอัธยาศัย สามารถอธิบายได้ด้วยภาพ “spending paradox” ที่เขามักใช้บ่อยๆ

Crossgraphic.jpg

          จากรูป ครอสชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าคนเรานั้นใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับความไม่เป็นทางการ แต่กลับต้องฝึกอบรมความรู้แบบเป็นทางการ เขาจึงชี้ชวนให้เรามองหาวิธีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น มองผู้เรียนรู้ในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เป็นคนที่ต้องสื่อสารกับผู้คนที่ทำงานด้วยกัน การเรียนรู้ตามอัธยาศัยนั้นจะถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนทนาพูดคุย ชุมชนนักปฏิบัติ และบริบทแวดล้อม เสริมด้วยการลงมือปฏิบัติและการใช้สื่อสังคม บลอก วิกิ พอดคาสต์ การแบ่งปันระหว่างกลุ่มย่อย การจัดการความรู้ของแต่ละบุคคล ล้วนเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการแบบบนลงล่าง (top-down) ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

ความเป็นทางการยังคงมีความสำคัญ

          ครอสไม่เคยกล่าวว่าการเรียนรู้แบบทางการหรือการเรียนรู้ในระบบควรจะยกเลิกหรือทิ้งไป เขาเพียงชี้ว่าการเรียนรู้ตามอัธยาศัยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความสำคัญมากขึ้น เนื้อหาสาระดีๆ จากหนังสือไปจนถึงหลักสูตรเต็มรูปแบบ การฝึกวิเคราะห์วิจารณ์ ยังคงมีความจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้คนซึ่งไม่รู้ว่าต้องการจะรู้อะไรเกิดอาการเลื่อนลอยไปมา ดังนั้นเวลาและสถานที่สำหรับการเรียนรู้แบบทางการและมีโครงสร้างแน่นอนตายตัวยังคงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ครอสต้องการให้เรารู้จักกำหนดและใช้วิถีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ยึดติดระเบียบที่เป็นทางการ ไม่ใช่กิจกรรมที่ต้องทำตามกรอบตารางเวลา ให้การเรียนรู้แบบนี้เข้ามาแทนที่ในบริบทแวดล้อมจริงๆ บ้าง เพราะความไม่ตายตัวที่เกิดขึ้นแบบเป็นไปเองโดยบุคคลนี่เองที่เป็นแรงจูงใจซึ่งเป็นเนื้อแท้ของการเรียนรู้

          ครอสเห็นด้วยกับโรเจอร์ แชงค์ (Roger Schank)[1] ว่า “การฝึกอบรมนั้นแท้จริงแล้วมันคือการเรียนหนังสือ” เพราะเหตุนี้มันจึง “ผิวเผินตื้นเขิน น่าเบื่อหน่าย และไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตการทำงาน” และ “เมื่อไม่ได้เสริมต่อเข้ากับการลงมือทำ บ่อยครั้งมันก็ถูกลืม”

การทำงานที่ฉลาดกว่า

          องค์กรเรียนรู้จึงจำเป็นต้องผสานการเรียนรู้ภายในสถานที่ทำงาน ซึ่งหมายรวมถึงประสบการณ์ ความไม่เป็นทางการ และไม่มีแผนล่วงหน้า สิ่งนี้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบและจะเปิดโอกาสให้กับ “การทำงานที่ฉลาดกว่า” (Working Smarter) ได้ก้าวเข้ามาสู่พื้นที่ทำงาน

          การเรียนรู้ตามอัธยาศัยไม่ใช่เรื่องคลุมเครืออันเกิดจากโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบไม่แน่นอน แต่คือการเรียนรู้ที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวของเราเอง องค์กรจำเป็นต้องเพาะเชื้อหรือกระตุ้นให้เกิดชุมชนนักปฏิบัติเพื่อให้การเรียนรู้แบบนี้เติบใหญ่ขยายตัว ทฤษฎีของครอสโด่งดังขึ้นมาเพราะไปสอดคล้องกับการแพร่หลายของสื่อสังคมที่สร้างชุมชนออนไลน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น บลอก เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือการใช้ยูทูป สไลด์แชร์ ในการเผยแพร่เนื้อหาได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการเรียนรู้ตามอัธยาศัยทั้งสิ้น

แรงผลักและแรงดึง

          ครอสค่อนข้างอ่อนไหวกับการใช้ภาษาและไม่ค่อยชอบใช้คำว่า “การเรียนรู้” เพราะเขาคิดว่ามันนำไปสู่ความเข้าใจแบบผิดๆ โดยปริยายว่าคือการเรียนการสอน แม้แต่วิธีการแยกระหว่างทางการกับไม่ทางการที่เขาเปรียบว่าเป็น “แรงผลักกับแรงดึง” โดยที่การฝึกอบรมคือ “แรงผลัก” และการเรียนรู้คือ “แรงดึง” หรือแม้แต่คำว่า “อีเลิร์นนิ่ง” เองเขาก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะใช้เพราะมันอาจนำไปสู่ความเข้าใจถึงการอบรมแบบทื่อๆ ที่กำหนดไว้ตายตัว

Crossgraphic2.jpg

          เขาติดอกติดใจแบบจำลองการเรียนรู้ 70:20:10 (เรียนรู้จากประสบการณ์ 70% เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับผู้อื่น 20% เรียนรู้จากคำแนะนำสั่งสอนแบบเป็นทางการ 10%) โดยในส่วน 20% นี้เองที่เขาเห็นว่าผู้บริหารหรือหัวหน้างานจะต้องเข้ามาเป็นคนขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดขึ้น และเป็นผู้ตอบสนองต่อเสียงสะท้อนกลับและนำไปโค้ชให้กับคนทำงานต่อไป นี่เป็นส่วนที่แผนกฝึกอบรมมักจะก้าวไปไม่ถึง ดังนั้นการขยับตัวของระดับบนจะทำให้เกิดการปรับปรุงการเรียนรู้ที่ดีขึ้นจากเดิมซึ่งถูกทิ้งไว้เฉยๆ ส่วน 70% นั้นองค์กรยิ่งต้องดึงเอามาใช้ประโยชน์ โดยคนทำงานในองค์กรจะต้องมีโนว์ฮาว (know how) ในการสืบค้น จดจำ สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนแบ่งปัน และสื่อสาร นั่นหมายถึงวัฒนธรรมของการเปิดรับ ใจกว้าง มองโลกในแง่ดี ที่ต้องปลูกฝังอยู่ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้

ความสุขและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี

          ครอสต้องการเห็นการเรียนรู้เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาทั่วทั้งองค์กร ไม่เพียงแค่ในบางกลุ่มบางแผนก แต่รวมถึงพนักงานไม่ประจำ พนักงานฟรีแลนซ์ และหุ้นส่วนทำงาน กำแพงที่ขวางกั้นระหว่างบริษัทกับลูกค้าจะต้องพังทลายลง เกิดวัฒนธรรมใหม่ในการศึกษาเรียนรู้ลูกค้าด้วย

          ทฤษฎีของครอสผนวกเอาเรื่องความสุขในการทำงานและการสร้างสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดีให้กลายเป็นความคิดหนึ่งเดียว เขาชี้ว่าสิ่งนี้จะเกื้อหนุนให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ได้ ดังนั้นเราจะต้องไม่ละเลยหรือปล่อยให้ "ความสุข" เจือจางลงแม้ว่าจะต้องใช้ความคิดและจิตวิทยาขั้นสูงเพื่อค้นหาว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ความกระหายการเรียนรู้ฝังลึกอยู่ในตัวคนทุกๆ คนภายในองค์กร

สรุป

          ครอสตั้งคำถามที่สะท้อนถึงความจริง (แม้ว่าจะน่าตกใจ) ว่าคนเราส่วนใหญ่ให้ความใส่ใจและใช้เวลาไปกับด้านที่เป็นทางการ ขณะที่กิจกรรมส่วนใหญ่ของชีวิตคนเรากลับเป็นเรื่องที่ไม่เป็นทางการ นี่คือแนวคิดใหม่ในเรื่องการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เราเข้าใจถึงวงจรการทำงานและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยที่เขาไม่ได้ละเลยการเรียนรู้แบบทางการ เขาเพียงแต่ถามเราเพื่อให้พิจารณาถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้ามากขึ้นในอัตราเร่งในโลกของการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เขานำพาเราให้ก้าวข้ามการจัดการการเรียนรู้แบบดั้งเดิมและการเรียนรู้ผสมผสาน ไปสู่แบบจำลองการเรียนรู้ที่ใหม่กว่าและเป็นธรรมชาติมากกว่า โดยวางอยู่บนพื้นฐานของพฤติกรรมที่เป็นจริงของมนุษย์และเทคโนโลยีร่วมสมัย

          สำหรับคนที่รู้จักเจย์ ครอส จะรู้ดีว่า เมื่อเขาพบจุดอ่อนในทฤษฎี เขาไม่เคยกลัวที่จะยอมรับว่าตนเองผิดและหาทางแก้ไขปรับปรุง ในแง่นี้เขาจึงเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และเป็นตัวอย่างของผู้ที่ยึดมั่นในแก่นความคิดหลักเรื่องการพัฒนาบุคคล (personal development) ซึ่งเป็นงานที่เขารักและเป็นหลักที่เขายึดถือไว้ตลอดตราบจนสิ้นชีวิตลงเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ด้วยวัย 71 ปี

 

______________________________

[1] นักจิตวิทยาด้านกระบวนการคิดและการรับรู้ นักทฤษฎีด้านปัญญาประดิษฐ์ และนักปฏิรูปการศึกษา ชาวอเมริกัน

 

แปลและเรียบเรียงจาก

“Informal Learning in a Nutshell” โดย เจย์ ครอส ผู้เขียนหนังสือ Informal Learning

เผยแพร่ครั้งแรก กรกฎาคม 2559

November 4, 2018

Recommended articles

100 หนังสือดี 14 ตุลาที่ควรอ่าน

100 หนังสือดี 14 ตุลาที่ควรอ่าน

รวมรายชื่อหนังสือเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย

36
12 เล่มสุดรักของ ‘ใบเฟิร์น-อัญชสา’
Blog

12 เล่มสุดรักของ ‘ใบเฟิร์น-อัญชสา’

เมื่อการอ่านคือการท่องโลกกว้าง และเปิดประสบการณ์ที่อาจหาไม่ได้ในชีวิตจริง

อยู่บ้านไกล Covid แบบไม่เหงา ฉบับสูงวัย
Blog

อยู่บ้านไกล Covid แบบไม่เหงา ฉบับสูงวัย

เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่จะทำอย่างไรให้ท่านอยู่บ้านแล้วไม่เหงา เรามีเคล็ดลับมาฝากกัน

Internet of Things: เชื่อมโลก เชื่อมอนาคต

Internet of Things: เชื่อมโลก เชื่อมอนาคต

อินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง

8
โอกาสและข้อจำกัดของอีบุ๊คไทย
readWORLD

โอกาสและข้อจำกัดของอีบุ๊คไทย

ตอนที่ 11 อสังเกตจากผลการสำรวจการอ่านของประชากร 2561

10 เรื่องขำๆ ของ สตีเฟน คิง
Blog

10 เรื่องขำๆ ของ สตีเฟน คิง

ชวนสำรวจเรื่องราวสุดแปลกของพ่อมดแห่งโลกสยองขวัญ

วรรณกรรมคืองานเขียนสะท้อนชีวิต
Blog

วรรณกรรมคืองานเขียนสะท้อนชีวิต

บทบันทึกวิชาการเขียนแบบฉบับนักเขียนซีไรต์สองสมัย วีรพร นิติประภา

‘ช้างป๋อง รอเล่น’ และรอเรากลับไปสวมกอดของเล่นวัยเด็กอีกครั้ง
Blog

‘ช้างป๋อง รอเล่น’ และรอเรากลับไปสวมกอดของเล่นวัยเด็กอีกครั้ง

นิทรรศการนำเสนอผลงานแห่งความภาคภูมิใจ ของนิสิตสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก (Children’s Literature) แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

46
66
39
142
23
34
|Read : 10 min