This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

มอง ‘เมลเบิร์น’ อนุรักษ์อดีต อภิวัฒน์อนาคต

มอง ‘เมลเบิร์น’ อนุรักษ์อดีต อภิวัฒน์อนาคต

309

25299700_875588845939810_7828016807329468425_o.jpgภาพ เว็บไซต์ http://meatmarket.org.au/

          เมืองที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการสร้างสมดุลในระบบนิเวศของเมือง ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ส่งเสริมการมีสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบทางเศรษฐกิจ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางสังคม สุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

          ทั้งหมดนี้จะเกิดได้จากการบริหารต้นทุนทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมกันอย่างสมดุล การรักษาสภาพแวดล้อมและการใช้ซ้ำ คือประเด็นที่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญในกระแสทิศทางของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียว หรือการลดปริมาณขยะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากอดีต ซึ่งควรได้รับการพิจารณาและให้ความสำคัญเทียบเท่ากับแนวคิดการสร้างพื้นที่สีเขียวของเมืองด้วยเช่นกัน

          งานสถาปัตยกรรมและอาคารเก่าจัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง มีเรื่องราวความเป็นมาสะท้อนถึงชีวิตของผู้คนในอดีต เราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์หรือตัวตนของเมืองได้โดยผ่านงานสถาปัตยกรรม ดังนั้นการนำอาคารเก่ามาปรับปรุงและใช้ซ้ำ แทนการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการรื้อถอนและใช้ทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างจำนวนมาก จึงเหมือนกับการช่วยสนับสนุนการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนได้ในอีกทางหนึ่ง


มรดกทางวัฒนธรรม

          ภายหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความพยายามที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเกิดขึ้น รวมไปถึงแนวคิดในการอนุรักษ์มรดกของโลก “World Heritage” มีการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อระบุกฎเกณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวเนื่อง บทสรุปแรกสุด คือ กฎบัตรเวนิส (Venice Charter, 1964) ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์ และบูรณะโบราณสถาน รวมไปถึงกฎระเบียบอื่นๆ ที่พัฒนาต่อมาเพื่อความเข้าใจร่วมกัน จนมาสู่ กฎบัตรบูรา (Burra Charter, 1999) ที่ให้รายละเอียดเรื่องการอนุรักษ์ และการประเมินคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยเสนอแนวทางการรักษา และการจัดการกับคุณค่าความสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของสถานที่ โดยมีเป้าหมายคือ การอนุรักษ์ คุณค่า ความสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของสถานที่ เพื่ออนุชนในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป

          ในแง่ของคำจำกัดความ อาคารอนุรักษ์ คือ อาคารเก่าที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพื่อการส่งต่อ การรักษาคุณค่า (value) และความสำคัญ (significant) ของมรดกวัฒนธรรมให้คงอยู่ นอกจากนั้นความสามารถที่จะตอบสนองความต้องการร่วมสมัย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แก่คนในชุมชน ย่อมเป็นการเพิ่มคุณค่าในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นหลักสำคัญในการช่วยรักษา และดูแลมรดกทางวัฒนธรรมนั้นๆ ให้ยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนอีกด้วย


ปรับการใช้งาน แต่ไม่เปลี่ยนคุณค่า

          การปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงการใช้งานอาคาร (Adaptive Reuse / Adaptive Use) คือการปรับเปลี่ยนการใช้สอย ดัดแปลง และพัฒนาอาคารเพื่อตอบโจทย์การใช้งานใหม่ในเชิงเศรษฐกิจ โดยคงรักษาคุณค่าของมรดกเหล่านั้นไว้ การปรับปรุงนี้รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของงานระบบต่างๆ หรือการเพิ่มใช้งานแบบใหม่ หรือการเปลี่ยนแหล่งที่ตั้งเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่องค์ประกอบของมรดกนั้นๆ

          การนำอาคารกลับมาใช้ใหม่โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้สอย เป็นวิธีการหนึ่งเพื่ออนุรักษ์อาคาร ช่วยในการยืดอายุของอาคาร และป้องกันการถูกทิ้งร้าง เป็นทางเลือกที่ใช้การปรับปรุงอาคารเดิมจากที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานแล้ว มาสร้างการใช้งานใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน และช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีแก่เมือง ดังนี้

          (1) เพื่อสร้างความทรงจำทางวัฒนธรรม ฟื้นฟูสถานที่ซึ่งเคยมีความรุ่งเรือง และเคยมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้น

          (2) เพื่อรักษาปฏิสัมพันธ์ในชุมชน เมื่อมีใช้งานพื้นที่ก็จะกระตุ้นการสร้างงาน ช่วยลดจำนวนการย้ายออกไป ตั้งถิ่นฐานที่อื่น ทำให้ความเป็นชุมชนยังคงอยู่หรือดีขึ้นกว่าเดิม

          (3) ทำให้เกิดความหลากหลายของสภาพแวดล้อมและความสมดุลในระบบนิเวศสังคม รักษาเอกลักษณ์ ดั้งเดิมของพื้นที่ ไม่ให้ถูกปล่อยละเลยจนเป็นสถานที่เสื่อมโทรม

          (4) ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาคารหรือพื้นที่โดยรอบ นอกจากจะสร้างรายได้แก่ผู้ ประกอบกิจการแล้ว ยังช่วยในเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวอีกด้วย


อาคารเก่า ชีวิตใหม่

          สจวร์ต แบรนด์ (Steward Brand) นักเขียนชาวอเมริกัน บรรณาธิการนิตยสาร Whole Earth Catalog ให้ความเห็นไว้ว่า อาคารเก่านั้นจะช่วยในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าอาคารใหม่ที่สมบูรณ์แบบ เนื่องด้วยผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยจะรู้สึกมีอิสระ ไร้ความกดดัน อีกทั้งจากความไม่สมบูรณ์แบบของอาคารจะช่วยทำให้ผู้อาศัยสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการเติบโตทางความคิดและการแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นอาคารเก่ายังเต็มไปด้วยความทรงจำ เรื่องราว และประสบการณ์ที่คอยสื่อสารกับผู้อยู่อาศัย นำไปสู่ความผูกพันและความสุขร่วมกับพื้นที่ได้มากกว่าอาคารใหม่

          ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเป้าหมายการพัฒนาเมืองเพื่อความยั่งยืน และมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และโดดเด่นในด้านการนำเอาอาคารเก่ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ มีตัวอย่างที่น่าสนใจในหลายเมือง อาทิ เมลเบิร์น ซิดนีย์ และบริสเบน

คลิปวิดีโอการปรับปรุงอาคารอนุรักษ์ (อาคาร Custom House อาคารศุลกากรเก่าที่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และพื้นที่ทำงานร่วมกัน (co-working space)และ Eternity Playhouse (โบถส์ แบ๊บติสต์ (Baptist Church) ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงละครของเมือง, เมืองซิดนีย์)


          ที่เมืองเมลเบิร์น ในรัฐวิกตอเรีย ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ และเมืองสร้างสรรค์ อีกทั้งติดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลกถึง 7 ปีซ้อน หนึ่งในแนวทางการพัฒนาเมืองคือ การให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรม และต่อยอดการพัฒนาจากอดีตอันรุ่งเรืองเหล่านั้นสู่ปัจจุบันและอนาคต

          รัฐวิกตอเรีย ออกกฎหมายจัดตั้ง Heritage Council Victoria1 เป็นองค์กรอิสระ ทำงานร่วมกับเทศบาล และหน่วยงานอิสระอื่นๆ ทำหน้าที่ดูแล ออกกฎระเบียบ เพื่อปกป้องสถานที่และวัตถุที่มีความสำคัญและถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและตระหนักรู้ของสาธารณชน ซึ่งมีผลต่อการฟื้นฟูเมืองในด้านสังคมและเศรษฐกิจ การนำอาคารที่ปล่อยทิ้งร้างหรือมีสภาพเสื่อมโทรมให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องนำกลับไปใช้งานแบบเดิม แต่ทำให้อาคารหรือพื้นที่เหล่านี้ปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการทางสังคมเศรษฐกิจของยุคสมัย เกิดการพัฒนาที่มีความยั่งยืน จากพื้นที่ที่ไร้ประโยชน์ เป็นแหล่งมั่วสุม ก่อเหตุอาชญากรรม มีประชากรลดน้อยลง ก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย และประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดปัญหาการปล่อยอาคารหรือพื้นที่ให้รกร้างและเสื่อมโทรมไปอย่างเปล่าประโยชน์

           การนำเอาอาคารเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ ไม่เพียงช่วยประหยัดทรัพยากร แต่ยังได้สร้าง ‘พื้นที่ใหม่’ ของเมืองที่ใช้พบปะ แลกเปลี่ยน จัดแสดงผลงาน นำเสนอนวัตกรรม และการประกอบการอื่นๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมือง ตลอดจนเกิดพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์ คือ พื้นที่ใช้สอยเพื่อการเรียนรู้ (learning space) และการทำงานร่วมกัน (co-working space) เป็นสถานที่สำหรับการสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจด้านการเรียนรู้และการทำงานอย่างอิสระ โปรแกรมการใช้งานพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์ มีส่วนอย่างสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มผู้ใช้ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งโครงการ Creative Spaces ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง City of Melbourne และ Arts Victoria เพื่อช่วยเฟ้นหาสถานที่ที่เหมาะสมและราคาไม่แพง ให้ศิลปินได้ใช้เป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการสานต่อการใช้ประโยชน์อาคารมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการจัดทำฐานข้อมูลออนไลน์ “อาคารที่ไม่ได้ใช้งานในเขตเมือง” และประสานงานกับเจ้าของอาคารเหล่านั้นเพื่อขออนุญาตให้กลุ่มศิลปินเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำงานและแสดงผลงานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยศิลปินหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถค้นหาพื้นที่ทำงานในรูปแบบที่ต้องการ ในงบประมาณที่กำหนด ผ่านทางเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง2


ฟื้นพื้นที่ ปลุกความคิด

          เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มีโครงการปรับปรุงอาคารเก่าและพื้นที่รกร้างหลายโครงการ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เทศบาลเมือง เจ้าของอาคารหรือที่ดิน กลุ่มศิลปิน และชาวเมือง โดยมีกรอบคิดในการปรับปรุงอาคารประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับบริบทใหม่และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของเมือง ดังกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจต่อไปนี้

River Studios

          คือพื้นที่สตูดิโอจำนวน 62 ห้อง ของศิลปินกว่า 80 คน แต่เดิมเคยเป็นโกดังใหญ่ริมแม่น้ำ Maribyrnong ในเขตตะวันตกของเมืองเมลเบิร์น ทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ก่อนจะถูกทิ้งร้างไปกว่า 20 ปี โครงการ Creative Spaces จึงได้ติดต่อขอเช่าเพื่อปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์งานศิลปะ โดยทำสัญญาเช่าใน ค.ศ.2011

          ตัวอาคารมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่น่าตื่นตา โครงหลังคารูปฟันเลื่อย ทำให้อาคารได้รับแสงธรรมชาติและการระบายอากาศที่ดีจากช่องระบายอากาศด้านบนอาคาร

          ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ การออกแบบปรับปรุงอาคารจึงนำไปสู่ทิศทางใหม่ๆ ผ่านการทำงานระหว่างสถาปนิกและกลุ่มศิลปิน โดยการแบ่งพื้นที่ภายในอาคารออกเป็นห้องสตูดิโออเนกประสงค์ ซึ่งมีขนาดและผังห้องที่แตกต่างกันไป มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับเป็นห้องครัว และโถงรวม รวมถึงทำที่จอดรถจักรยาน ตัวโครงสร้างของผนังกั้นห้องทำจากรั้วตะแกรงเหล็กและไม้ สามารถถอดประกอบติดตั้งได้สะดวก ส่วนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่นๆ เช่น ประตู หน้าต่าง และของตกแต่ง ได้มาจากการรับบริจาคและการผลิตขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มศิลปิน การออกแบบยังคำนึงถึงหลักการอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เช่น การติดตั้งลิฟต์อำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เพื่อการเข้าถึงของทุกคนอย่างแท้จริง 

คลิกที่นี่เพื่อชม Virtual Tour River Studios

CoM_CreativeSpace_Shoot1_1000px_122.jpgการทำกิจกรรมภายใน River Studios
ภาพ เว็บไซต์ http://www.creativespaces.net.au/ 

Meat Market

          ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเมลเบิร์น ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมชุมชน และพื้นที่ให้เช่าจัดกิจกรรม นิทรรศการ การประชุม สัมมนา คอนเสิร์ต เป็นต้น

          แต่เดิมที่นี่เป็นตลาดค้าขายเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ สร้างขึ้นใน ค.ศ.1880 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์การค้าขายเนื้อสัตว์ยุคแรกของเมืองเมลเบิร์น ตลาดแห่งนี้เลิกดำเนินการไปใน ค.ศ.1974 ทำให้อาคารถูกทิ้งร้างไม่ได้รับการใช้งาน มีการนำพื้นที่ออกประมูลในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก นอกจากการเช่าเพื่อเป็นคลังสินค้า

          ต่อมา Craft Association of Victoria ให้ความสนใจ โดยการแนะนำของกลุ่มศิลปินที่เล็งเห็นถึงคุณค่าดั้งเดิม และมองว่าตัวอาคารมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ทางศิลปะ จึงได้นำเสนอเรื่องให้ Victorian Ministry for the Arts พิจารณาซื้ออาคารดังกล่าว มีการตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลและทำรายงานการศึกษาทิศทางความเป็นไปได้เพื่อพัฒนาพื้นที่ จนกระทั่งนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐบาล และทำการจัดซื้ออาคารในที่สุด

          ในตอนแรกเริ่ม ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงเพียงบางส่วนและใช้เพื่อการจัดแสดงนิทรรศการของสะสมของรัฐ ดำเนินการโดยหอศิลป์แบ็ควู๊ดส์ (Backwoods Gallery) ต่อมาจึงได้มีการรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งร้านค้างานศิลปะและงานฝีมือของชุมชน ใน ค.ศ.1982 จึงมีการระดมทุนเพื่อการปรับปรุงอาคารอีกครั้งจาก Victorian Ministry for the Arts และคณะกรรมการงานฝีมือ (Crafts Board of the Australia Council) โดยทำการปรับปรุงอาคารทั้งหมดจนสมบูรณ์ และเปิดเป็นศูนย์ศิลปะร่วมสมัยและพื้นที่จัดกิจกรรมใน ค.ศ.2004

          ผู้ออกแบบได้คงลักษณะโดยรวมของอาคารไว้ ทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นโถงกว้างมีพื้นหิน Blue stone แผ่นเรียบและเพดานโค้งเกือกม้าขนาดใหญ่ ตามแบบอย่างตลาดค้าเนื้อสัตว์ในยุโรป3

คลิกที่นี่เพื่อชม Virtual Tour Meat Market

25073528_874185796080115_8164449709981092743_o.jpgภาพ Facebook@Meat Market

1 Fennell Street

          คือโครงการพัฒนาพื้นที่ให้เช่า ประกอบไปด้วยคลังสินค้า สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ โรงเบียร์คราฟท์ คาเฟ่ และร้านอาหาร

          แต่เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นโรงงานผลิตขนมช็อกโกแล็ตไข่อีสเตอร์ Red Tulip ในเครือผู้ผลิตช็อกโกแล็ตรายใหญ่อย่าง Cadbury สร้างขึ้นใน ค.ศ.1950 หลังจากนั้นจึงปรับใช้เป็นคลังสินค้าและถูกทิ้งร้างไปในที่สุด จนกระทั่ง Globe International ซึ่งประกอบธุรกิจออกแบบและจัดจำหน่ายสเก็ตบอร์ดและอุปกรณ์เล่นสเก็ต เข้ามาซื้อและปรับปรุงเป็นพื้นที่สำนักงาน คลังสินค้า โชว์รูม และลานสเก็ต

          ผู้ออกแบบได้คงรูปลักษณ์และโครงสร้างภายนอกของอาคารไว้ เพื่อรักษาโครงสร้างและอารมณ์ความรู้สึกของพื้นที่เดิมให้มากที่สุด หลังคาโครงเหล็กแบบฟันเลื่อย ทำให้อาคารได้รับแสงธรรมชาติอย่างทั่วถึง วัสดุก่อสร้างดั้งเดิม เช่น ผนังอิฐก่อ โครงประตูและหน้าต่าง ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการออกแบบใหม่ วัสดุอุปกรณ์ดั้งเดิมบางอย่างของโรงงาน ถูกนำมาแปลงหน้าที่ใหม่ เช่น รถเข็นช็อกโกแล็ตนำมาใช้เป็นรถเข็นอาหารและเครื่องดื่มในคาเฟ่ เป็นต้น

          โครงการ 1 Fennell Street แม้จะดำเนินการโดยภาคเอกชน แต่ขณะเดียวกันก็เปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยมีเป้าหมายการใช้งานพื้นที่แบบผสมผสานภายใต้แนวคิด ‘Creative Hub’ หรือศูนย์รวมสร้างสรรค์ของชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนความคิด การประกอบกิจการและการจ้างงาน LG_221112_0712-762x418.jpg

ภาพ Lisbeth Grosman

 

อนุรักษ์อดีต สร้างความทรงจำอนาคต

          โครงการการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการใช้งานอาคาร (Adaptive Reuse / Adaptive Use) ที่เกิดขึ้นในเมลเบิร์น แสดงให้เห็นถึงกลไกที่สำคัญประการหนึ่งในกระบวนการพัฒนา คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่กระบวนการปรับปรุงไปจนถึงการใช้งาน ทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกร่วมในการเป็น ‘เจ้าของ’ สถานที่ที่ถูกปรับปรุงใหม่แห่งนั้น

          การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จึงไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่คือการขับเคลื่อนมรดกนั้นๆ ไปพร้อมกับกระแสการพัฒนาของเมือง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็อยากรู้และเข้าใจเรื่องราวในอดีต ผ่านหลักฐานที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถมองเห็นหรือได้ยิน นั่นก็คือสถานที่หรืออาคารเก่าเหล่านั้น ดังนั้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาพื้นที่สำหรับสาธารณะ จึงเป็นหลักประกันที่ดีที่สุดสําหรับการอนุรักษ์และจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง ที่ซึ่งเสียงจากชุมชนควรได้รับการสนับสนุนและยกระดับเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์

          อาจกล่าวได้ว่าการนำอาคารอนุรักษ์กลับมาใช้งานใหม่นั้นเป็นมากกว่าการเก็บรักษา แต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อบันทึกความทรงจำของเมือง อีกทั้งยังเป็นการสร้าง ‘พื้นที่ใหม่’ เพื่อบรรจุเรื่องราวในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นห้องแห่งความทรงจำขนาดใหญ่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับเมืองนั่นเอง

          ด้วยเหตุนี้ การอนุรักษ์จึงไม่ขัดแย้งกับการพัฒนา และการพัฒนาไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการรื้อทุบทำลายเสมอไป

 
 

ที่มา:

ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ. (2552). การอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมและชุมชน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ยงธนิศร์ พิมลเสถียร. (2556). การปรับปรุงฟื้นฟูเมืองและการอนุรักษ์เมือง. กรุงเทพมหานคร: ธรรมศาสตร์, สนพ. ม.

แทนวุธธา ไทยสันทัด. (2555). รายงานผลการวิจัย เรื่อง วัดร้าง ปัญหาและโอกาสสำหรับเมืองเก่าเชียงใหม่. มหาวิทยาลัยแม่โจ้, (PDF).

Brand, Stewart. (1995). How Buildings Learn: What happens after they’re built. London: Penguin Book.

Australian Government Department of the Environment and Heritage. (2004). Adaptive Reuse. (PDF).

The Heritage Council of Victoria https://heritagecouncil.vic.gov.au/research-projects/industrial-heritage-case-studies/

Meat Market in Melbourne https://meatmarket.org.au/

Creative Spaces of Melbourne http://www.creativespaces.net.au/

 

[1] สามารถศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสาร และค้นหามรดกทางวัฒนธรรมพร้อมทั้งข้อมูลของรัฐวิกตอเรีย พร้อมทั้งข้อมูลได้ใน https://heritagecouncil.vic.gov.au/heritage-protection/

[2] ศิลปิน หรือผู้ประกอบการ สามารถระบุขอบเขต ขนาด ราคาเช่า ที่ตั้งของสถานที่ที่ต้องการ และดูข้อมูลด้วยตนเองได้โดยสะดวกที่  http://www.creativespaces.net.au/

[3] พื้นที่ภายในและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอาคาร Meat Market ดูที่ https://www.youtube.com/watch?v=M8dW4K1eUT8

 

September 15, 2020

Recommended articles

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง
readWORLD

เปลี่ยนทุกเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทุกเมือง

เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นประเด็นที่การประชุม TK Forum 2022 ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ ทั้งในและต่างประเทศ

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย
readWORLD

คุณภาพการศึกษา บทเรียนที่ดีของต่างประเทศกับการปรับใช้ในบริบทไทย

ารยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนการทำงานของหลากหลายประเทศ ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็ง ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขความสำเร็จในการขับเคลื่อนการศึกษาที่แตกต่างกัน อีกทั้งนิยามความสำเร็จยังสามารถมองได้หลายมิติ

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561
readWORLD

ผลสำรวจการอ่านของประชากร 2561

ตอนที่ 1 การนำเสนอผลสำรวจการอ่านของประชากร

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization
readWORLD

ฮานส์ โรสลิ่ง กับพลังของ Data Visualization

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ทำความรู้จักกับอาชีพนี้ ผ่านชีวิตและผลงานของฮานส์ โรสลิ่ง

4 มิติการพัฒนาของห้องสมุดเมืองเบียร์
readWORLD

4 มิติการพัฒนาของห้องสมุดเมืองเบียร์

เปิดโลกความเข้าใจห้องสมุดของเยอรมนี

ห้องสมุดเมืองเบอร์มิงแฮม หมุดหมายด้านวัฒนธรรมและความท้าทายในอนาคต
readWORLD

ห้องสมุดเมืองเบอร์มิงแฮม หมุดหมายด้านวัฒนธรรมและความท้าทายในอนาคต

เบอร์มิงแฮมเป็นนครที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอังกฤษ มีประชากรราวหนึ่งล้านคน มีขนาดเท่ากับประเทศขนาดเล็กในทวีปยุโรปอย่างเดนมาร์กหรือนอร์เวย์ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศอังกฤษ ไม่มีทางออกไปยังทะเลและปราศจากทรัพยากรธรรมชาติใดๆ

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์
readWORLD

กลยุทธ์ชุบชีวิตห้องสมุดในแมนเชสเตอร์

มหานครแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางระดับโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงสี่หมื่นแปดพันล้านปอนด์ มีประชากร 2.6 ล้านคนและธุรกิจกว่า 90,000 แห่ง

MadLab – CoderDojo พื้นที่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในแมนเชสเตอร์
readWORLD

MadLab – CoderDojo พื้นที่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในแมนเชสเตอร์

วางรากฐาน Digital Economy ด้วยการส่งเสริมพื้นที่เรียนรู้ทักษะดิจิทัล

1870
206
|Read : 15 min
262
13
11
154
|Read : 7 min
48
|Read : 5 min
35
|Read : 5 min