This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่

Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่

15

Nomads-Other-03.jpg

          ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินทุน แนวคิดแบบบริโภคนิยม และเต็มไปด้วยความผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า “อิสรภาพทางการเงิน” กลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต่างมุ่งแสวงหา หรืออาจกล่าวได้อีกแง่หนึ่งว่า อิสรภาพรูปแบบนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิยามความสำเร็จในโลกร่วมสมัยไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่น่าประหลาดใจนัก หากเราจะเห็นธุรกิจสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน หรือเห็นเจ้าของธุรกิจที่มีอายุเฉลี่ยน้อยลงเรื่อยๆ รวมไปถึงผลวิจัยจากสถาบันต่างๆ ที่พบว่า ผู้คนในหลากหลายสาขาอาชีพต่างมีแนวโน้มที่จะเลิกทำงานก่อนวัยเกษียณอายุมากขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะใครๆ ต่างก็อยากให้ “เงินทำงาน” และรีบสร้าง “ความมั่นคง” เพื่อที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้น ผู้คนที่เลือกใช้ชีวิตตรงข้ามกับค่านิยมดังกล่าว หรือเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่าง “คนพเนจร” หรือที่ตรงกับคำว่า “Nomads” ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

Nomads-Other-02.jpg
         ใครคือ Nomads และอะไรคือเหตุผล?
         หากว่าตามความจริง วิถีชีวิตแบบร่อนเร่พเนจร หรือ Nomads เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยบรรพกาล ในห้วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนและการตั้งถิ่นฐาน และอาศัยการเดินป่าล่าสัตว์เพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติ มนุษย์โบราณหรือสมาชิกของชนเผ่าส่วนใหญ่ต้องออกเดินทางไปทั่วเพื่อสั่งสมทรัพยากร กักตุนเพื่อการบริโภคทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีนี้เพื่อเอาตัวรอดจากชนเผ่าที่แข็งแกร่งกว่า และหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติไปด้วยในเวลาเดียวกัน
          แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึง “Nomad” หรือวิถีแบบร่อนเร่พเนจรของผู้คนในยุคสมัยใหม่ ย่อมไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตในป่า หรือแยกตัวออกจากสังคมเพื่อออกไปพเนจรเหมือนกับมนุษย์ยุคโบราณ หากลองค้นหาแฮชแท็กคำว่า “Nomad” ในอินสตาแกรม ที่มีอยู่กว่า 2 ล้านโพสต์ คำๆ นี้จะเชื่อมโยงกับผู้คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และหลายๆ ครั้งจะมาพร้อมกับแฮชแท็กคำว่า “Wanderlust” หรือกลุ่มคนที่หลงใหลในการเดินทางนั่นเอง
          ในแง่นี้ การใช้ชีวิตแบบร่อนเร่พเนจรในปัจจุบัน จึงผูกโยงกับแนวคิดของชนชั้นขุนนางในยุโรปสมัยกลางเสียมากกว่า เพราะในช่วงนั้น การร่อนเร่พเนจรไม่ใช่รูปแบบการดำรงชีวิตพื้นฐาน หากได้กลายเป็นเรื่องของชนชั้นสูงที่รักอิสระ และมีเวลามากพอที่จะออกไปเปิดหูเปิดตาสัมผัสโลกภายนอก โดยไม่จำเป็นต้องกังวลกับการประกอบอาชีพ หรือสถานะทางการเงินของตัวเองมากเท่าไหร่นัก
          ทำให้ความหมายของ “Nomad” ที่เชื่อมโยงกับคนที่เลือกใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรในยุคสมัยใหม่ จึงเป็นเรื่องการให้คุณค่าแก่ความเป็นอิสระ มากกว่าที่จะเลือกสะสมทรัพย์สิน หรือแสวงหาความมั่นคง งานวิจัยของ Kira M. Newman บรรณาธิการบริหารศูนย์วิจัย Greater Good ที่สำรวจวิถีชีวิตของชาวอเมริกันระบุว่า ชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะย้ายถิ่นฐานมากขึ้น โดยมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 12 ครั้งตลอดชีวิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และ 28 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนี้ยอมรับว่าพวกเขาไม่รู้ชื่อเพื่อนบ้านของตัวเองสักคนเลยด้วยซ้ำ จากตรงนี้หากลองวิเคราะห์ลึกลงไป แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังดูย้อนแย้งเอามากๆ  แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนต่างเลือกใช้ชีวิตแบบร่อนเร่พเนจรมากขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา กลับไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแนวคิดเรื่องทุนนิยมและค่านิยมแบบบริโภคเอง เพราะแนวคิดแบบทุนนิยมเร่งเร้าให้ผู้คนต่างแข่งขันทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เพื่อนำรายได้มาตอบสนองความต้องการที่นอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ดำรงชีวิตระดับพื้นฐาน จนสุดท้ายพวกเขาจึงไม่มีอิสรภาพที่แท้จริง แต่กลับต้องใช้เวลาทั้งหมดขลุกอยู่ในออฟฟิศ ละทิ้งทั้งชีวิตครอบครัวที่ควรจะมี รวมถึงความสุขส่วนตัวของตัวเอง และเมื่อคนจำนวนหนึ่ง หรือพวก Nomads คิดว่ามีบางสิ่งขาดหายไปเนื่องจากรูปแบบชีวิตที่จำเจซ้ำซากแบบนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการทำงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น และเลือกที่จะเดินทาง เปลี่ยนถิ่นฐานไปเรื่อยๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อได้ใช้เวลา และมีความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการ

         ชีวิตของ Digital Nomads และทักษะที่จำเป็น
         แม้พวก Nomads จะดูเหมือนมีอิสระกว่าคนอื่น แต่หากลองถาม Cedric หรือชาวฝรั่งเศสที่เลือกเดือนทางร่อนเร่มาเป็นระยะเวลาหลายปี คำตอบที่ได้อาจน่าฉงน และเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายอยู่พอสมควร เพราะแม้ Cedric จะเคยใช้เวลาร่อนเร่นานที่สุดถึง 17 เดือน เดินทางตั้งแต่กรุงปารีสไปจนถึงปาปัวนิวกินี  แต่สำหรับเขา มีทักษะหลายๆ อย่างที่ชาว Nomads บางคนเลือกที่จะมองข้ามไป ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกดิจิทัล หรือในโลกที่เราต่างพึงพาเทคโนโลยี และเชื่อมต่อกันอยู่ตลอดเวลา และหากขาดทักษะเหล่านี้ ก็อาจทำให้ชีวิตร่อนเร่แบบ Nomads จืดชืด ไม่มีความสุขเหมือนกับที่หลายคนวาดฝันเอาไว้
Nomads-01-รักษาสมดุล.jpg
          รักษาสมดุล ปัจจัยหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญ และทำให้จำนวนประชากรของ Nomads เพิ่มขึ้นมากก็คืออินเทอร์เน็ต หรือการเชื่อมต่อที่ทำให้คนหลายล้านคนสามารถทำงานได้จากทุกที่ และทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ข้อควรระวังก็คือ วิถีชีวิตแบบ Nomads มักจะทำให้ควบคุมเวลาลำบากกว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศ ดังนั้น ชาว Nomads จึงควรสร้างกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการทำงาน และแบ่งเวลาของตัวเองให้ดี มิเช่นนั้นการเดินทางแต่ละครั้งอาจจะกลายเป็นฝันร้าย และทำให้เครียดมากกว่าจะสร้างความทรงจำดีๆ ก็เป็นได้
         วางแผนล่วงหน้า พึงระลึกไว้เสมอว่า หากเลือกวิถีแบบ Nomads สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าเงินในกระเป๋าคือแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะขณะที่ผจญภัยร่อนเร่ไปตามที่ต่างๆ เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือต้องเอาตัวเองไปอยู่กับสถานที่แบบไหน และจะต้องรับมือยังไง เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมแผนของตัวเองให้ดี อย่างน้อยควรหาข้อมูลเกี่ยวกับ co-working space หรือคาเฟ่ที่พร้อมให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนั่งทำงานเอาไว้บ้าง เพราะคงไม่ดีแน่ หากเพื่อนร่วมงานทุกคนรู้ว่าเรากำลังเดินทางเตร็ดเตร่ ทิ้งความรับผิดชอบ ขณะที่คนอื่นกำลังจดจ่อกับหน้าที่ของพวกเขา

Nomads-03-ฝึกฝนทักษะเทคโน.jpg
         ฝึกฝนทักษะเทคโนโลยีให้รอบด้าน การเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจทำให้ชาว Nomads มีเรซูเม่ที่ไม่คงเส้นคงวาอยู่สักหน่อย อีกทั้งอาจส่งผลให้ต้องเปลี่ยนงานตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละประเทศหรือแต่ละท้องถิ่นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม งานที่ชาว Nomads เลือกทำมักจะมีลักษณะเป็นการทำงานทางไกล (Remote Working) ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอาศัยความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้นจึงควรฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัว และโอกาสใหม่ๆ ที่อาจเข้ามาในอนาคต ทั้งทักษะทางด้าน Coding การออกแบบกราฟฟิก หรือการเขียน Digital Content  ในรูปแบบต่างๆ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และทำให้สามารถใช้เวลาท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น
         เปิดรับความสัมพันธ์อยู่เสมอ แม้ความเหงาจะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบ Nomads แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพเนจรทุกคนจะต้องล้มเหลวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ หรือไม่สามารถสร้างมิตรภาพที่ดีกับคนอื่นๆ ในทางตรงข้าม การเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ จะเรียกร้องการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นมากขึ้น เพราะชาว Nomads มักใช้ชีวิตแต่ละพื้นที่ในช่วงเวลาสั้นๆ การเปิดรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และสานสัมพันธ์ที่ดีกับคนท้องถิ่นอยู่เสมอจะช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลาราบรื่น และช่วยลดค่าครองชีพได้จากการพึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกเขา
Nomads-Other-06.jpg
           นอกจากนี้ การใช้ชีวิตแบบ Nomads ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งครอบครัวของตัวเองไว้เบื้องหลัง ชาว Nomads ควรจัดเวลาสำหรับเทศกาลสำคัญๆ หรือกลับไปใช้เวลากับครอบครัวบ้าง อาจเป็นการรวมตัวช่วงวันขึ้นปีใหม่ หรือร่วมงานแต่งงานของใครบางคน เพราะคงไม่ดีแน่ หากจะเลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่พลาดช่วงเวลาสำคัญๆ ของครอบครัวหรือเพื่อนสนิท เพราะอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชาว Nomads รู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต
          หากอยากจะเริ่มลองใช้ชีวิต หรือเป็นส่วนหนึ่งของชาว Nomads ดูบ้าง ก็ควรใช้เวลาเก็บเงินสักก้อน มองหางานที่ใช่ หรืองานที่ทำให้สามารถแบ่งเวลาท่องเที่ยวและการทำงานได้อย่างลงตัว จากนั้นก็แบกเป้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกกันได้เลย เพราะงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า นอกจากวิถีแบบ Nomads จะทำให้เรามีอิสระมากขึ้น รู้สึกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นแล้ว คนที่ออกเดินทางบ่อยๆ ก็มักจะรู้จักตัวเอง และเข้าใจตัวเองได้มากกว่าคนอื่น
           ซึ่งจากตรงนี้ การเข้าใจตัวเอง มักทำให้เหล่านักพเนจรสามารถค้นพบ “บ้าน” อันหมายถึง วิถีชีวิต วัฒนธรรม และผู้คน ที่พวกเขารู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ ได้มากกว่าด้วย โดยไม่ต้องยึดติดกับสถานที่ หรือค่านิยมต่างๆ ที่พวกเขาเรียนรู้มาในอดีต ต่างกับคนที่เลือกอยู่ติดที่ตลอดเวลา เพราะในหลายๆ ครั้ง พวกเขาอาจไม่รู้ว่ามีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและรอให้เรียนรู้อีกมากมายขนาดไหนกำลังรอพวกเขาอยู่ และไม่แน่ว่า ประสบการณ์เหล่านั้นก็อาจช่วยเปิดมุมมอง และสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ ทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขมากขึ้นก็เป็นได้
    
        อ้างอิง
        บทความ
        Czarniawska, B. (2014). Nomadic work as life-story plot. Computer Supported Cooperative Work
(CSCW), 23(2), 205-221.
         Kohl, I. (2010). Modern nomads, vagabonds, or cosmopolitans? Reflections on contemporary Tuareg
society. Journal of anthropological research, 66(4), 449-462.

         เว็บไซต์
         https://peteandrachaelherschelman.com/means-modern-nomad/
         https://www.roam.co/blog/community/futureofwork/modern-nomad-breaking-rules/
         https://www.roam.co/blog/community/futureofwork/sever-desk-trek-become-digital-nomad/
         https://greatergood.berkeley.edu/article/item/loneliness_of_modern_nomad
         https://www.theglobeandmail.com/life/travel/activities-and-interests/meet-a-modern-nomad---hes-travelled-non-stop-for-27-years/article4545095/
         https://www.jetsetter.com/magazine/guide-to-living-the-life-of-a-modern-day-nomad/

 
    
 
    

            


December 30, 2020

Recommended articles

เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ
Blog

เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ

ถ้าการนอนดี ชีวิตเราทุกคนจะดีขึ้นแน่นอน

แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby
Blog

แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby

ลูกเล่นหลายอย่างที่แฟนๆ ของ Libby อาจยังไม่เคยรู้

100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park
Blog

100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park

TK Park ชวนส่อง 100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022

6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021
Blog

6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021

อ่านสนุก แก้เบื่อ แถมได้ข้อคิดดีๆ กลับไปใช้ชีวิต

7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย
Blog

7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดดูคลิปหมาตลกๆ ในวันเหนื่อยล้า จน Reels ใน IG หรือ Feed ในทวิตเตอร์มีแต่น้องหมาเต็มไปหมด เราจึงไม่อยากให้พลาดหนังสือที่แสนชุบชูใจเหล่านี้

8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ
Blog

8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ

ร้านประหลาดสุดแสนมหัศจรรย์ในหนังสือ

12 เล่มต้องอ่าน ในแบบของเต-ตะวัน
Blog

12 เล่มต้องอ่าน ในแบบของเต-ตะวัน

อ่าน-ตาม-เต

58
เชียร์สุดใจ 12 เพลงใหม่จาก TK Band 10
Blog

เชียร์สุดใจ 12 เพลงใหม่จาก TK Band 10

โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์คนดนตรี TK Band มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ยาวนานจนเราเห็นได้ว่าเด็กยุคนี้มีความสามารถด้านดนตรีเด่นชัดมาก ยิ่งได้ฟัง 12 เพลงจาก12 วงดนตรีใน TK Band 10 บอกได้เลยว่าคนดนตรีรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ธรรมดาและน่าจับตาจริงๆ

27
53
116
85
53
647
9