This website uses cookies

TK Park uses strictly necessary cookies to make the site work, and analytics cookies only with your consent. You can change your choice at any time. Read our Cookie Policy

  1. Home
  2. Knowledge
  3. TK Park's learning resources.
  4. Article
Article

Knowledge

7 เรื่องราวมหัศจรรย์กับร้านหนังสือในฝันจากนิยาย

7 เรื่องราวมหัศจรรย์กับร้านหนังสือในฝันจากนิยาย

54
February 24, 2022

7BookShop-web-cover.jpg           ความสุขสำหรับหนอนหนังสือทั่วโลกนั้น คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ฝังตัวอยู่ในร้านหนังสือหรือห้องสมุด นั่งละเลียดนิยายเล่มใหม่เอี่ยมของนักเขียนคนโปรด หรือเอนหลังไปกับนิยายคลาสสิกดี ๆ สักเล่มตลอดทั้งวัน ร้านหนังสือและห้องสมุดจึงเป็นสถานที่รวมจินตนาการและความฝันที่นักเขียน-นักอ่านได้มาใช้เวลาร่วมกัน จึงไม่แปลกที่จะมีหนังสือกล่าวถึงร้านหนังสือหรือห้องสมุดที่ดูจะลึกล้ำเหนือจินตนาการของคนทั่วไป แต่สำหรับหนอนหนังสือชาว TK Park อาจไม่แปลกใจมากนักกับร้านหนังสือมหัศจรรย์เหล่านี้ เพราะพวกเราต่างก็รู้ว่าเรื่องราวมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีหนังสืออยู่ด้วย วันนี้พี่ ๆ TK Park ได้รวบรวมลิสต์ร้านหนังสือที่แสนพิเศษในนิยายมาให้ลองติดตามกัน จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกันเลย

7BookShop-web-01-(003).jpg

           1. The Last Bookshop in London
           ผู้เขียน : Madeline Martin
           ท่ามกลางเปลวเพลิงของสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังคืบคลานเข้ามาในดินแดนยุโรป เกรซ แบนเน็ตต์ และวีฟ สองคู่ซี้จากชนบทได้เดินทางมาตามหาฝันที่มหานครลอนดอน ดูเหมือนว่าวีฟจะโชคดีกว่าที่ได้ทำงานในห้างแฮร์รอดสุดหรู ขณะที่แม่สาวขี้อายอย่างเกรซต้องจับพลัดจับผลูเข้าไปทำงานที่ร้านหนังสือพริมโรส ฮิลล์ เป็นเวลาหกเดือนเพื่อจะได้มีจดหมายรับรองในการไปทำงานห้างสรรพสินค้าตามความฝัน
           การทำงานในร้านหนังสือ สำหรับบางคนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานในฝัน แต่สำหรับเกรซซึ่งไม่เคยสนใจว่าตัวหนังสือในหน้ากระดาษเหล่านี้จะสร้างความสนุกในหัวใจได้อย่างไร ก้าวแรกของการเดินเข้ามาในร้านนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นฝันร้ายเล็ก ๆ เมื่อเธอพบว่ามีหนังสือในร้านมากมายที่ฝุ่นเกาะหนา ซ้ำยังวางกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ลูกค้าจะเรียกหาหนังสืออะไรก็ดูเหมือนว่าจะหากันแทบไม่เจอ หญิงสาวจึงต้อง “ปฏิวัติ” ทั้งเรื่องความสะอาดและหมวดหมู่ของหนังสือให้เข้าที่ ในระหว่างนั้นเธอได้พบความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งจอร์จ ชายหนุ่มหนอนหนังสือที่เข้ามาเติมความหวานให้หัวใจและแนะนำให้เธอรู้จักหนังสือดี ๆ รวมทั้งลูกค้ามากหน้าหลายตาที่เข้ามาแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขผ่านเรื่องราวจากหนังสือเล่มเดียวกัน
           แต่แล้วสงครามก็พรากความสุขเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น เมื่อไฟสงครามจากกองกำลังนาซีแผ่ขยายไปทั่วยุโรป มือบอบบางที่เคยจับแต่หนังสือของชายหนุ่มที่เธอรักต้องเปลี่ยนไปจับปืนเพื่อเข้าร่วมสงคราม ข่าวการพลัดพรากของแต่ละครอบครัวทยอยมาเข้าหูเธอไม่ขาดสาย จนกระทั่งเกิด “สงครามสายฟ้าแลบ” (The Blitz) หรือการระดมทิ้งระเบิดทางอากาศของกองกำลังนาซีเข้าใส่ใจกลางกรุงลอนดอนก็ทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นทะเลเพลิงไปในพริบตา ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญและน้ำตาจากสงคราม เกรซพบว่าปาฏิหาริย์เล็ก ๆ กำลังก่อตัวขึ้น เกรซและผู้คนที่เหลือรอดต่างเข้าร่วมกลุ่มอาสาสมัครเพื่อปกป้องเมืองส่วนที่เหลืออย่างเต็มกำลัง เกรซอาสาเป็นนักอ่านหนังสือ และใช้เรื่องราวแสนสนุกในหนังสือเพื่อปลอบประโลมขวัญของเด็ก ๆ และชาวเมืองในหลุมหลบภัยใต้ดินระหว่างการถูกโจมตีทางอากาศ เธอจึงได้เรียนรู้ว่า ไฟสงครามอาจเผาทั้งเมืองให้เป็นจุณ แต่ไม่อาจแผดเผาความหวังและความสุขที่เกิดขึ้นจากหนังสือได้
           The Last Bookshop in London จึงเป็นเรื่องราวความรัก ความหวัง และมิตรภาพที่เกิดขึ้นจากร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่แสนอบอุ่น โดยมีฉากหลังเป็นมหานครลอนดอนในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง การเติบโตของเกรซที่ค่อย ๆ ซึมซับความรักในตัวอักษรทำให้ผู้อ่านค่อย ๆ เติบโตไปกับหนังสือที่เธออ่านเช่นกัน แม้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์จะบันทึกว่าสงครามในกรุงลอนดอนจบลงไม่สวยนัก แต่เรื่องราวของเกรซและร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ก็บอกให้เรารู้ว่า ที่ใดมีหนังสือ ที่นั่นก็ยังมีความหวังอยู่เสมอ

7BookShop-web-02-(003).jpg

            2. The Little Paris Bookshop
            ผู้เขียน : Nina George
            “หนังสือบางเล่มเหมาะกับคนทั้งโลก บางเล่มเหมาะกับคนอ่านเพียงหลักร้อย บางเล่มนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจใครสักคน...ฉันหมายถึงหนังสือบางเล่มนั้นถูกเขียนมาเพื่อให้ใครเพียงหนึ่งคนบนโลกใบนี้ได้อ่าน เชื่อไหมล่ะว่าหนังสือสร้างแนวทางการรักษาและเป็นยาวิเศษ การนำนวนิยายที่ใช่มาใช้กับโรคภัยไข้เจ็บที่เหมาะสม นั่นคือวิธีที่ฉันขายหนังสือ”
           ฌอง เพอร์ดูร์ เป็นนักขายหนังสือจากร้านขายหนังสือบนเรือในแม่น้ำแซนแห่งกรุงปารีส แต่เขาไม่ได้เรียกตัวเองว่าคนขายหนังสือ เมอร์ซิเออร์เพอร์ดูร์นิยามตัวเองว่าเป็น “เภสัชกรทางวรรณกรรม” (Literary apothecary) เมื่อลูกค้าก้าวขึ้นไปบนเรือที่เต็มไปด้วยหนังสือ บอกเล่าเรื่องราวอึดอัดคับข้องใจ ฌองใช้เวลาวินิจฉัยความเจ็บป่วยทางใจสักครู่ แล้วลูกค้าก็เดินออกมาพร้อมกับนวนิยายที่ใช่เพื่อให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น
           แม้เภสัชกรทางวรรณกรรมผู้นี้จะเยียวยาจิตใจผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาในร้านหนังสือของเขามาอย่างยาวนานนับศตวรรษ แต่ก็เหมือนเรื่องตลกร้าย เมื่อแท้จริงแล้วมีชายคนหนึ่งที่ฌองไม่เคยรักษาบาดแผลทางจิตใจของเขาได้ นั่นก็คือตัวของเขาเอง บาดแผลที่เขาแบกรับมากว่ายี่สิบปีกับการหายตัวไปอย่างปริศนาของมานอน หญิงสาวที่เขารักมากที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงจดหมายที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดอ่านเพราะกลัวที่จะได้รู้ว่าเขาสูญเสียเธอไปเพราะอะไร ทว่าวันหนึ่งเขาก็กลับได้รู้ข้อความในจดหมายโดยไม่ตั้งใจ นำไปสู่การตัดสินใจออกเดินทางของเภสัชกรทางวรรณกรรมและผองเพื่อนเพื่อแก้ไขบาดแผลในใจที่ตกค้างมานานกว่ายี่สิบปี
           The Little Paris Bookshop เป็นนวนิยายสำหรับคนที่เชื่อมั่นใน “พลังการเยียวยาหัวใจ” ของหนังสือวรรณกรรม แถมด้วยเรื่องราวความรักโรแมนติก มิตรภาพและการผจญภัยของผองเพื่อนต่างวัยท่ามกลางกลิ่นหอมของใบไม้ในฤดูร้อนทางตอนใต้ของฝรั่งเศส การเดินทางอันยาวนานทำให้ต่างคนต่างก็ได้เรียนรู้ชีวิต ความรัก และความหมายที่แท้จริงของการเป็นคนรักหนังสือ ดังที่ตัวเอกได้เรียนรู้ว่าหนังสือบางเล่มอาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นดวงประทีปนำทางให้เราได้ออกเดินทางจนค้นพบตัวเอง และพบวิธีเยียวยารักษาบาดแผลในใจของตัวเองต่างหาก

7BookShop-web-03-(003).jpg

           3. Mr. Penumbra's 24-Hour Bookstore
           ผู้เขียน : Robin Sloan
           ยิ่งเทคโนโลยีในการอ่านพัฒนามากขึ้น ข้อถกเถียงที่ไม่จบสิ้นว่า e-book จะมาแทนหนังสือแบบเดิมได้หรือไม่ สำหรับหนอนหนังสือผู้ชอบสูดกลิ่นกระดาษก็คงเถียงขาดใจว่ามนต์เสน่ห์ของหนังสือเล่มนั้นไม่มีวันจางหาย ส่วนชาวเก็ดเจ็ตก็คงบอกว่าทำไมต้องแบกหนังสือหนักใส่กระเป๋า ในเมื่อถือหนังสือเป็นพันเล่มไว้ในเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาสำหรับอ่านหนังสือโดยเฉพาะและพลิกหน้าอ่านได้ไม่ต่างจากหน้ากระดาษแม้แต่น้อย ข้อถกเถียงดังกล่าวนำมาสู่นวนิยายเรื่องแรกของ Robin Sloan อย่าง Mr. Penumbra's 24-Hour Bookstore ส่วนผสมที่ลงตัวของนวนิยายไซไฟและการไขปริศนาลึกลับแห่งหนังสือในโลกอนาคต
          เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ เคลย์ แจนอน ต้องตกงานจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 และได้มาเริ่มงานใหม่ที่ร้านหนังสือของมิสเตอร์เพนัมบรา ร้านหนังสือที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง แม้งานในร้านหนังสือออกจะน่าเบื่ออยู่สักหน่อย แต่เคลย์ก็เริ่มสังเกตว่านอกจากร้านหนังสือแห่งนี้จะมีลูกค้าทั่วไปที่แวะเวียนมาซื้อหนังสือหน้าร้าน ยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบัตรพิเศษ พวกเขามาเพื่อคืนและยืมหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปที่หลังร้าน พวกเขาถูกเรียกว่า “the Waybacklist”
           ความอยากรู้อยากเห็นของเคลย์ทำให้เขาเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างภาพสามมิติเสมือนจริงในร้าน เขาค้นพบว่าหนังสือทุกเล่มใน Waybacklist นั้นเขียนด้วยโค้ดประหลาด เขาได้ติดตามรูปแบบการยืมหนังสือของกลุ่ม Waybacklist และพบความจริงว่าคนกลุ่มนั้นเกี่ยวข้องกับองค์กรโบราณนามว่า "the Unbroken Spine" องค์กรที่พยายามถอดรหัสหนังสือของ Aldus Manutius ในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นหนังสือที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถเปิดเผยความลับสู่ความเป็นอมตะได้ ทว่าการล่วงรู้ความลับนี้กลับนำพาให้เคลย์และมิสเตอร์เพนัมบราพัวพันกับเรื่องยุ่งยากอย่างคาดไม่ถึง
          Mr. Penumbra's 24-Hour Bookstore นอกจากจะเล่าเรื่องราวการไขปริศนาของหนังสือลึกลับจากยุคโบราณ การผจญภัยและมิตรภาพของตัวละคร ยังสอดแทรกวิวาทะระหว่างรูปแบบหนังสือของยุคเก่าและยุคใหม่เอาไว้ให้คนอ่านได้ขบคิด ครั้งหนึ่งแท่นพิมพ์เคยเปลี่ยนแปลงโลกของการอ่านมาแล้ว จะมีครั้งต่อไปหรือไม่ที่รหัสดิจิทัลจะเปลี่ยนแปลงโลกของการอ่านอีกครั้ง เช่นตอนหนึ่งที่มิเตอร์เพนัมบราถามเคลย์ว่าเขามี Kindle สักเครื่องหรือไม่ "ฉันรู้สึกเหมือนโดนครูใหญ่ถามว่าฉันมีวัชพืชในกระเป๋าเป้หรือเปล่า" หรืออีกตอนหนึ่งที่พูดถึงความแตกต่างของหนังสือเล่มกับหนังสือดิจิทัลว่า “ความรู้ของมนุษยชาติควรอยู่ที่ใด ติดอยู่ระหว่างผ้าคลุมบนชั้นวางที่เต็มไปด้วยฝุ่น? หรือควรให้ทุกคนเข้าถึงได้? ความรู้ที่พิมพ์บนกระดาษล้วนถูกล่ามโซ่ และเปราะบาง เมื่อมันมอดไหม้ เรื่องราวชีวิตอันตรธานไปในทันที ทว่าเมื่ออัพโหลดแล้ว พวกมันก็โบยบินไปทั่วโลกอย่างอิสระ”
          แต่สุดท้ายพวกเขาต่างก็ได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า ไม่ว่าเราจะหมกมุ่นอยู่กับหนังสือปกอ่อนเล่มเก่าพร้อมกระดาษเหลืองกรอบ หรือหน้าจอเรืองแสงบนสมาร์ทโฟนก็ตาม สิ่งสำคัญของหนังสือไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่พลังของถ้อยคำที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ต่างหาก

7BookShop-web-04.jpg

          4. The Reading List
          ผู้เขียน : Sara Nisha Adams
          รายชื่อหนังสือแนะนำ (Reading List) คงเป็นเสมือนลายแทงขุมทรัพย์สำหรับหนอนหนังสือแทบทุกคน แต่คงไม่ใช่สำหรับมูเกซ พ่อหม้ายผู้มิได้พิสมัยเรื่องราวใดบนหน้ากระดาษ ซ้ำยังอยู่ในความโศกเศร้าเมื่อต้องสูญเสียภรรยารักยอดนักอ่านไป และดูเหมือนว่าปรียา หลานสาวของเขาก็เริ่มหมกตัวเองอยู่ในห้องอ่านหนังสือมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองรู้สึกว่าโลกของหนังสือเป็นเรื่องลึกลับเกินความเข้าใจของเขาเหลือเกิน เพื่อรักษาสายสัมพันธ์ที่เหลืออยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังห้องสมุดท้องถิ่น นอกจากจุดประสงค์เพื่อมาคืนหนังสือ The Time Traveller's Wife ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ภรรยาของเขายืมมา เขายังไปที่นั่นเพื่อหวังจะเปิดโลกการอ่านของตนเองอีกด้วย
          อเลชา บรรณารักษ์วัยทีนที่ไม่ได้สนใจการอ่านหนังสือมากนัก เธอมาทำงานที่นี่ในช่วงฤดูร้อนเพราะน้องชายผู้เป็นหนอนหนังสือเคยทำงานที่นี่เท่านั้น เมื่อมูเกซมาถึง บรรณารักษ์หน้าใหม่ก็ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อยเมื่อไม่สามารถแนะนำหนังสือที่เขาควรเริ่มต้นอ่านได้ แต่เมื่อมูเกซจากไป สาวน้อยกลับได้พบรายชื่อหนังสือปริศนาหรือ Reading List ซ่อนอยู่หลังหนังสือ To Kill a Mockingbird อเลชาจึงลองอ่านหนังสือในลิสต์ปริศนานั้นทีละเล่ม และพบว่าหนังสือแต่ละเล่มกลับช่วยเยียวยาบาดแผลในใจที่เธอมีต่อครอบครัวของเธอได้ อเลชาตัดสินใจจะแก้ตัวใหม่โดยแนะนำลิสต์หนังสือนี้ให้มูเกซได้อ่านไปพร้อมกับเธอ มิตรภาพต่างวัยของคนที่อยากจะเรียนรู้ความพิเศษของการเป็นหนอนหนังสือจึงเริ่มต้นขึ้น
          นิยายของคนรักหนังสืออย่าง The Reading List ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียง “แนะนำลิสต์หนังสือ” ที่น่าอ่านเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มใดก็มักจะมีบางสิ่งที่ “ทัช” หัวใจของคนอ่าน แม้ว่าจะเป็นหนังสือเล่มเดียวกัน ทว่าเนื้อหาของหนังสือในลิสต์ปริศนากลับตรงกับช่วงชีวิตที่คนสองวัยต้องเผชิญ และบางถ้อยคำในหนังสือแต่ละเล่มก็ช่วยเติมเต็มรูโหว่ในหัวใจของทั้งคู่ได้พอดี นอกจากนี้แล้ว The Reading List ยังแสดงให้เห็นว่า โลกของการอ่านจะเชื่อมต่อหัวใจของนักอ่านไว้ด้วยกันเสมอ เพราะการอ่านมักถูกมองว่าเป็นการเดินทางอันโดดเดี่ยวของนักอ่าน แต่แท้จริงแล้ว “เส้นทาง” ที่สร้างจากหนังสือเล่มเดียวกัน ก็ทำให้คนอ่านทั้งสองคนผูกพันกันไม่ต่างจากเพื่อนที่ร่วมผจญภัยไปด้วยกัน เห็นอย่างนี้แล้วหนอนหนังสืออย่างเรายิ่งไม่ควรพลาดในการตามหา “ลิสต์หนังสือปริศนา” มาอ่านและร่วมผจญภัยไปกับเส้นทางเดียวกันกับคู่หูต่างวัยทั้งสองคนนี้ 

7BookShop-web-05.jpg

           5. หลากเรื่องในชีวิตของชายที่รักหนังสือ (The Storied Life of A.J. Fikry)
           ผู้เขียน : Gabrielle Zevin ผู้แปล: อภิญญา ธโนปจัย
           การได้เป็นเจ้าของร้านหนังสือดูเหมือนจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนรักหนังสือมีความสุขในทุกวัน แต่บางทีอาจไม่ใช่กับ เอ.เจ.ฟิกรี้ เจ้าของร้านหนังสือไอร์แลนด์บุ๊กส์เพียงร้านเดียวบนเกาะอลิซ ที่มีสโลแกนสุดแสนคมคายแขวนไว้หน้าร้านว่า “ไม่มีผู้ใดอ้างว้างดั่งเกาะกลางทะเล เพราะหนังสือทุกเล่มคือโลกใบหนึ่ง” แต่ถึงอย่างนั้น โลกทั้งใบของฟิกรี้ก็กำลังพังทลายเมื่อต้องสูญเสียภรรยาอย่างกะทันหันเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ดูเหมือนจะดิ่งลงไปเรื่อยๆ ยอดขายหนังสือก็แทบไม่พอประทังชีวิต ซ้ำร้ายสมบัติล้ำค่าที่สุดในร้านอย่างหนังสือรวมบทกวีหายากของเอ็ดการ์ อัลลัน โพ ซึ่งตีมูลค่าได้มากกว่าสี่แสนดอลลาร์ยังมาโดนขโมยไปอีก ความสิ้นหวังทำให้เขาเลิกล็อคกุญแจร้าน เพราะสิ่งที่อยู่ในร้านคงไม่มีคุณค่ากับใครอีก ทว่าเช้าวันต่อมา เขาก็กลับพบว่ามีเด็กน้อยนาม “มายา” ถูกทิ้งไว้ที่ร้านแทน พ่อหม้ายผู้สิ้นหวังในชีวิตไม่คิดอยากจะรับใครไว้เลี้ยงอยู่แล้ว แต่เจ้าเด็กน้อยก็ช่างแสนรู้ที่ทำให้ฟิกรี้เปลี่ยนใจด้วยคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า “รักเธอ”
           เรื่องราวของเด็กน้อยมายากระจายไปทั่วเกาะ ทำเอาบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายต่างก็แวะเวียนมายังร้านหนังสือเพราะเป็นห่วงว่าพ่อหม้ายผู้ไร้ประสบการณ์จะมีปัญหาในการเลี้ยงเด็ก ฟิกรี้ได้รับของใช้ที่จำเป็นเกี่ยวกับเด็กตลอดจนรู้เคล็ดลับเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กที่ไม่มีในตำราเพิ่มขึ้นมากมาย พร้อมกันนั้น ยอดขายหนังสือก็กระเตื้องขึ้น เพราะบรรดาแม่ทั้งหลายเมื่อมาถึงร้านหนังสือต่างก็ซื้อหาหนังสือติดไม้ติดมือกลับบ้าน โดยเฉพาะนิยายโรแมนซ์ที่ทุกคนต่างก็ซื้อหาไปอ่าน จนกระทั่งมีการรวมกลุ่มพูดคุยเรื่องหนังสือของแม่บ้านขึ้นมา หรือแม้แต่ตำรวจที่เคยช่วยเหลือฟิกรี้ตามหาแม่ของมายา ก็กลับกลายมาเป็นแฟนตัวยงของนิยายสืบสวนสอบสวนที่ฟิกรี้แนะนำให้อ่าน
           ชีวิตที่เคยโดดเดี่ยวเพราะอยู่ในโลกของหนังสือและโลกของตัวเองมากเกินไปของฟิกรี้เปลี่ยนไปเพราะการเข้ามาของเด็กน้อยมายา ร้านหนังสือของเขาจากเดิมที่เคยมีแต่วรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกหรือวรรณกรรม “หัวสูง” ที่ฟิกรี้คัดสรรมาด้วยรสนิยมส่วนตัวก็กลับกลายเป็นร้านหนังสือที่ทุกคนในเกาะแห่งนี้จะได้เชื่อมโยงกันด้วยเรื่องราวมากมายจากหนังสือหลากรส ชวนให้เรากลับไปทบทวนสโลแกนหน้าร้านอีกครั้งว่า การอ่านหนังสืออย่างโดดเดี่ยวในโลกส่วนตัวก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกทิ้งร้างในเกาะกลางทะเล สิ่งสำคัญของร้านหนังสือจึงไม่ใช่ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยวรรณกรรมระดับโลก แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันโลกส่วนตัวของแต่ละคน หลากเรื่องในชีวิตของชายที่รักหนังสือจึงไม่ใช่แค่ชีวิตของฟิกรี้ แต่คือการส่งข้อความมาถึงผู้อ่านถึงความหมายที่แท้จริงของการอ่านว่าไม่ใช่การสร้างโลกส่วนตัวที่ตัดขาดจากผู้อื่น แต่คือการเชื่อมโยงหัวใจของคนที่รักการอ่านเอาไว้ด้วยกันต่างหาก

7BookShop-web-06.jpg

          6. ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ (The Cat who loved to Protect Books)
          ผู้เขียน: Sōsuke Natsukawa ผู้แปล: ฉัตรขวัญ อดิศัย
          นัตสึกิ รินทาโร่ นักเรียนหนุ่มมัธยมปลายที่อาศัยอยู่กับปู่ในร้านหนังสือมือสองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่รวบรวมวรรณกรรมดี ๆ ไว้มากมาย แม้จะเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ทว่าสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นพลังพิเศษของเขาคือความเนิร์ดในการอ่านหนังสือวรรณกรรมชั้นดีมากมายหลายเล่มตั้งแต่ยังอายุไม่มากนัก กระทั่งจุดเปลี่ยนของชีวิตเดินทางมาถึง เมื่อปู่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาก็รับสืบทอดร้านหนังสือของปู่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจว่าจะบริหารร้านหนังสือต่อจากปู่ได้หรือไม่ ขณะที่กำลังสับสนนั้น ก็มีแมวลายส้มปริศนานามว่า “โทระ” ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อ “ขอยืมพลัง” ของเด็กหนุ่มในการช่วยเหลือบรรดา “หนังสือที่ถูกจองจำ” หลังจากนั้นเรื่องราวแฟนตาซีของเนิร์ดหนังสือกับแมวเหมียวตัวป่วนก็ได้เริ่มขึ้นที่หลังร้านหนังสือ ซึ่งพาสองคู่หูเดินทางข้ามมิติไปยังเขาวงกตชั้นต่าง ๆ เพื่อพิชิต “บอส” และพาหนังสือที่ถูกจองจำกลับคืนมา
          เรื่องราวในปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ นอกจากจะเปี่ยมสีสันด้วยเรื่องราวการผจญภัยแฟนตาซี แถมยังได้เดินทางไปต่อกรกับ “บอส” ในแต่ละด่าน ราวกับเป็นตัวเอกในเกม RPG แล้ว เรื่องราวการต่อสู้ในเขาวงกตแต่ละชั้นก็ไม่ใช่การเตะต่อยปล่อยพลังวิเศษ แต่คือการคลายปมเกี่ยวกับหนังสือในแง่มุมต่าง ๆ ช่วยกระตุกความคิด กระตุ้นให้หนอนหนังสืออย่างเรา ๆ ได้ทบทวนว่า เราเป็นเนิร์ดหนังสือที่ดีหรือเป็นเหมือน “บอส” ผู้จองจำหนังสือในเขาวงกตเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ เชื่อแน่ว่าเมื่อร่วมผจญภัยกับเจ้าแมวลายส้มไปจนถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ไม่เพียงแต่จะเราจะเห็นการเติบโตของรินทาโร่ แต่จะเห็นการเติบโตของตัวเองและได้คำตอบเสียทีว่าเหตุผลที่แท้จริงที่เราอ่านหนังสือคืออะไร

7BookShop-web-07.jpg

          7. Franklin's Flying Bookshop
          ผู้เขียน : Jen Campbell ภาพประกอบ : Katie Harnett
          หนังสือภาพสุดแสนน่ารักของคนรักหนังสือ เล่าถึงเรื่องราวของแฟรงคลิน มังกรตัวเขียวผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ เขาอ่านหนังสือมากมายตั้งแต่ตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ไปจนถึงตำราอบขนม ทว่าทุกคนต่างก็รู้กันดีว่ามังกรเป็นสัตว์ที่ดุร้าย พ่นไฟทำลายล้างหมู่บ้านได้ แถมยังมีพละกำลังมหาศาล จึงเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนมาหลายศตวรรษ แฟรงคลินจึงได้แต่อ่านหนังสืออยู่คนเดียว (ตัวเดียว) เงียบ ๆ โดยมีหนู ค้างคาว หิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ในถ้ำอันแสนอุ่นสบายเขตชายเมืองเท่านั้นที่พอจะเป็นเพื่อนให้แชร์เรื่องราวในหนังสือที่เพิ่งอ่านมา
          จนกระทั่งแฟรงคลินได้พบกับลูน่า เด็กสาวผมแดงหนอนหนังสือตัวยงที่บังเอิญมาพบแฟรงคลิน เธอเองก็เคยอ่านเรื่องราวของมังกรผู้ดุร้าย แต่เมื่อพบว่าแฟรงคลินเป็นมังกรเนิร์ดหนังสือ เธอก็เป็นเพื่อนกับเขาในทันที ทั้งคู่แชร์เรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือที่เคยอ่านมาทั้งวันทั้งคืน แต่จะพูดคุยเท่าไรก็ไม่พอ เด็กสาวจึงคิดแผนการที่จะแบ่งปันเรื่องราวอันแสนสนุกสนานเหล่านี้แก่ผู้คนให้มากที่สุด ด้วยความร่วมมือของผองเพื่อนในถ้ำมังกร บรรดาชั้นวางหนังสือ โซฟา โคมไฟหิ่งห้อย และขนมทั้งหลายล้วนผูกติดกับหลังของแฟรงคลินอย่างแน่นหนา แฟรงคลินกลายเป็นร้านหนังสือกลางเวหา (Flying Bookshop) ที่รอแบ่งปันความสุขให้ทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งคู่ตัดสินใจบินเข้าเมืองเพื่อพบปะและทักทายชาวเมืองทันที
           แน่นอนว่าเมื่อจู่ ๆ มังกรได้ปรากฏตัวกลางเมือง ชาวบ้านก็ย่อมแตกตื่นเป็นธรรมดา แม้ลูน่าจะพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแต่ก็ไม่เป็นผล บรรดาเพื่อนรักของแฟรงคลินจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วย เจ้าค้างคาวออกมาเต้นกายกรรม เจ้าหนูน้อยร้องเพลงอย่างไพเราะ ทำให้เด็ก ๆ และชาวบ้านเริ่มเปิดใจและก้าวขึ้นไปบนหลังของมังกรนักอ่าน แฟรงคลินดีใจที่ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ จึงพาพวกเขาโบยบินไปกับร้านหนังสือกลางเวหา ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างต่างโคมไฟให้อ่านหนังสือในค่ำคืนแห่งความสุข
           Franklin's Flying Bookshop เล่าเรื่องราวอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคนรักหนังสือทั้งสองคนที่อยากจะแบ่งปันความสุขจากการอ่านให้แก่ผู้อื่น พร้อมด้วยภาพประกอบที่ดูอบอุ่นสบายตา เหมาะจะเป็นนิทานก่อนนอนเพื่อปลูกฝังให้เด็ก ๆ รักการอ่านมากขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าหนังสือและเรื่องราวอันแสนสนุกสนานสามารถนำทางให้ผู้คนมารวมกันได้เสมอ แม้ว่าเราทุกคนจะแตกต่างและไม่เหมือนใคร แต่เราทุกคนสามารถพบบางสิ่งที่เหมือนกันเมื่อพูดถึงการอ่าน เพราะคนที่รักหนังสือ ไม่มีวันเป็นคนไม่ดีแน่นอน
 

           เป็นอย่างไรบ้างกับ 7 เล่มที่ TK Park คัดสรรมาให้ชาว TK ได้รู้จักร้านหนังสือและห้องสมุดมหัศจรรย์หลากหลายรูปแบบ และไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือแบบใดก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยความสุข ความหวัง และการค้นหาความหมายแท้จริงจากการอ่าน ไม่ว่าเราจะค้นพบความหมายของการอ่านว่าอย่างไร ความสุขของหนอนหนังสือชาว TK อย่างเราก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เพียงแค่หยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่ม เอนตัวลงบนโซฟาตัวโปรดและเริ่มผจญภัยไปพร้อมกับตัวละครในเรื่องนั่นเอง อ่านแล้วชอบเล่มไหนอย่าลืมมาพูดคุยแชร์ความรู้สึกกันนะ

Recommended articles

10 เล่มสายวิทย์ ไขความลับของชีวิตและโลกกว้าง
Blog

10 เล่มสายวิทย์ ไขความลับของชีวิตและโลกกว้าง

ในโลกยุคใหม่มีหนังสือดีๆ มากมายรอให้เราพลิกหน้ากระดาษไปพบความมหัศจรรย์

24
เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ
Blog

เคล็ด (ไม่) ลับกับ 7 เล่มสำหรับนักนอนหลับมืออาชีพ

ถ้าการนอนดี ชีวิตเราทุกคนจะดีขึ้นแน่นอน

27
แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby
Blog

แนะนำ 6 ทิปง่ายๆ ให้อ่านสนุกกับห้องสมุดออนไลน์ Libby

ลูกเล่นหลายอย่างที่แฟนๆ ของ Libby อาจยังไม่เคยรู้

53
100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park
Blog

100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022 ที่ TK Park

TK Park ชวนส่อง 100 เล่ม ที่ถูกยืมมากที่สุดในปี 2022

116
Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่
Blog

Digital Nomads: คนส่วนน้อยที่แสวงหาอิสรภาพอันยิ่งใหญ่

ชีวิตของ Digital Nomads และทักษะที่จำเป็น

15
6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021
Blog

6 หมวดหนังสือที่วัยรุ่นควรอ่านในปี 2021

อ่านสนุก แก้เบื่อ แถมได้ข้อคิดดีๆ กลับไปใช้ชีวิต

85
7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย
Blog

7 หนังสือ ชุบชูใจทาสหมา แค่อ่านก็หัวใจละลาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดดูคลิปหมาตลกๆ ในวันเหนื่อยล้า จน Reels ใน IG หรือ Feed ในทวิตเตอร์มีแต่น้องหมาเต็มไปหมด เราจึงไม่อยากให้พลาดหนังสือที่แสนชุบชูใจเหล่านี้

53
8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ
Blog

8 ร้านมหัศจรรย์ ขายอะไรให้เหนือจินตนาการ

ร้านประหลาดสุดแสนมหัศจรรย์ในหนังสือ

647
Font Size
Display
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนูลัด
ค้นหาหนังสือActivityRecruitmentProcurementPrivacy PolicyTerms of Service
เกี่ยวกับเรา
TK StoryContact Us
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park. All rights reserved.
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
Address
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
Opening Hours
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
Address
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
Opening Hours
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.